๑. ชีวกัมพวัน
ชีวกัมพวัน ตั้งอยู่ใกล้ประตูใหญ่ชั้นในทาางด้านตะวันออกใกล้กับเชิงภูเขาคิชฌกูฏ ที่มีชื่อเช่นนั้น เพราะท่านหมดชีวกโกมารัมภัจจ์ได้ถวายสวนมะม่วงจัดสร้างให้เป็นวัด ถว่ยแด่พระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธองค์เป็นประธาน หลังจากที่ท่านได้เป็นพระอริยบุคคลชั้นพระโสดาบัน เพื่อสะดวกในการเข้าไปเฝ้าพระพุทธองค์ เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่พระพุทธองคืตรัสกับพระอานนท์ว่า เป้นสถานที่อยู่น่ารื่นรมย์
พระบรมศาสดาได้เสด็จมาประทับที่วัดนี้เป็นประจำและได้ทรงตรัสแสดงพระสูตรหลายพระสูตรเช่นกัน และมีครั้งสำคัญที่ถูกบันทึกไว้เช่น
๑. มาประทับเพื่อให้พ่อหมอชีวกโกมารภัจจ์รักษาบาทแผลที่พระบาท ที่ถูกสะเก็ดจากก้อนหินใหญ่ที่พระเทวทัตกลิ้งลง โดยหวังจะปลงพระชนม์
๒. พระพุทธองค์ได้ทรงแสดงพระธรรมเทศนาที่ชื่อว่า สามัญญผลสูตร แต่พระเจ้าอชาตศัตรูจนทำให้พระเจ้าอชาตศัตรู ทรงเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ถวายพระองค์เป็นราชูบาสกตลอดพระชนม์ชีพ เป็นต้น
ปัจจุบันวัดชีวกัมพวันยงมีซากกำแพงหินก่อเป็นรูปกุฏิอยู่เรียงราย ทางกรมโบราญสถานและกรมป่าไม้พยายามรักษาไว้ เพื่อให้อนุชนคนรุ่นหลังเช่นเราท่านจะได้รู้เห็น ศึกษาและได้พิจารณาเป็นอนิจจาตาต่อไป
๒.โจรปปาต
ก่อนที่จะเดินไปชม วัดมัททกุจฉิทายวัน และภูเขาคิชฌกูฏ เดินดินพิสูจน์ โจรปปาต-เหวทิ้งโจรกันก่อนเพราะอยู่ใกล้กัน
โจรปปาต วัดเหวทิ้งโจร ตั้งอยู่ที่ใกล้ยอดเขารัตตนคิรีเดิมยอดเขานี้เรียกว่า คิชฌกูฏ- ซึ่งอยู่ใกล้ๆ กับวัดมัททกจฉิทายวันและเป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่พระพุทธองค์ตรัสกับท่านพระอานนท์ว่า เป็นสถานที่น่าอยู่น่ารื่นรมย์
ท่านพระวักกะลิ หลังจากถูกพระพุทธองค์ อเปหิ ออกจากสำนัก เพราะมัวแต่ฝักใฝ่ดูแต่พระรูปพระโฉมของพระพุทธเจ้า ไม่เอาใจใส่ในการปฏิบัติธรรม ได้หนีมาที่นี้ โดยหวังจะปลงชีวีด้วยการโดดเขาตาย พระพุทธองค์ทรงทราบดีว่าหากพระวักกลิไม่ได้รับการปลอบใจคงจะทำลายอุปปนิสสัยแห่งมรรคผล จึงทรงแสดงพระองค์ให้ปรากฏเฉพาะหน้า พร้อมกับตรัสปลอบด้วยพระคาถาว่า
“ภิกษุผู้มากด้วยปราโมทย์ เลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จะพึงบรรลุทางอันสงบ อันเป็นสุขระงับสังขารได้พร้อมกับทรงเหยียดพระหัตถ์ตรัสเรียกออกไปว่า “มาเถิดวักกะลิ “ เพียงเท่านั้น พระวักกะลิเกิดปีติและโสมนัสจนตัวสั่นดีใจว่า “เราได้เห็นตถาคตอย่างสมใจ จึงกระโดดลงไปพร้อมกับบ่นปีติในกลางอากาศนั่น บรรลุพระอรหัตพร้อมปฏิสัมภิทา ลงทาถวายบังคมพระบรมศาสดา
นางภัททาบุตรีราชคฤห์เศรษฐี ได้ผลักสามีผู้เป็นโจรทรยศที่คิดคดจะฆ่านางให้วอดวายตกลงไปตาย ณ เหวแห่งนี้
ปัจจุบันมีเก้าอี้นั่งขับเคลื่อนด้วยกำลังกระแสไฟฟ้า ตั้งบริการอยู่ที่เชิงเขา สร้างโดยชาวญี่ปุ่นด้วยการสนับสนุนจากรัฐบาลอินเดีย ซึ่งมีพระผู้ใหญ่นิกายเซนชื่อ ฟูจิ เป็นประธาน จัดสร้างไว้เพื่อให้ประชาชนไปนมัสการ “วิญญาศานติสถูป” ที่ท่านสร้างไว้บนยอดเขา และในขณะที่เรานั่งเก้าอี้ขับเคลื่อนขึ้นไปยอดเขา ระหว่างทางจะได้ชมทิวทัศน์ป่าละเมาะไม้อันสวยงามอันเป็นบริเวรกว้างใหญ่สักครู่ค่อยจะถึงยอดภูเขา เราจะมองเห็นเหวอันลึกซึ่งมีต้นไม้น้อยใหญ่ปกคลุมมองไปถึงก้นเหว
๓. มัททกุจฉิทายวัน
วัดมัททกุจฉิทายวัน ตั้งอยู่ที่เชิงภูเขาคิชฌกูฏ ซึ่งอยู่เลยสถานที่บริเวรเก้าอี้ไฟฟ้า ใช้เวลาเดินทางขึ้นไปตามทางที่สูงชันเล็กน้อย ประมาณ ๑๐ กว่านาทีก็จัดถึง
วัดมัททกุจฉิทายวันนี้ เดิมทีเป็นสวนกวาง แต่ภายหลัง พระเจ้าพิมพิสารได้ทรงสร้างทำเป็นวัดถวายแด่พระสงฆ์ซึ่มีพระองค์เป็นประธาน เพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่พระเอกอัครมเหสี-เวเทฮี- ที่ทรงให้อภัยในกรไม่ทรงทำลาย พระราชโอรสในพระครรภ์ให้ตกไป โดยชื่อว่า”วัดมัททกุจฉิทายวัน” จำเป็นภาษาไทยเรียกชื่อง่ายว่า “วัดให้อภัยในการทำแท้ง” เป็นสถานที่แห่งหนึ่งที่พระพุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ว่า “ เป็นสถานที่น่าอยู่น่ารื่นรมย์”
พระพุทธองค์หลังจากถูกสะเก็ดหินจากหินก้อนใหญ่ที่กลิ้งจากยอกเขาคิชฌกูฏโดยพระเทวทัตต์แล้ว พระสงฆ์ได้นำพระพุทธองค์เสด็จมาพักที่วัดมัททกุจฉิทายวันนี้ ก่อนที่จะนำพระองค์ไปยังวัดชีวกัมพวัน.
ปัจจุบันเหลือแต่ฐานไม่ใหญ่นักมีแผ่นอิฐแผ่นหินก้อนหักๆ กองอยู่ใกล้ๆ และมีป้ายปักติดกับเสาเขียนบอกไว้
“มัททกุจฉิทายวัน”
๔. คิชฌกูฏ
คิชฌกูฏ วัดเขายอดนกแร้ง ที่มีชื่อเรียกอย่างนั้น เพราะ(ในอดีตกาล) “เคยมีฝูงนกแร้งมาอาศัยอยู่” หรือ”ภูเขาลูกนี้มียอกเขาคล้ายนาแร้ง”
ที่วัเขาคิชฌกูฏนี้ พระพุทธองค์ไม่เคยได้เสด็จมาจำพรรษา แต่ได้เสด็จมาประทับเป็นประจำ เพราะเขาคิชฌกูฏไม่สูงมากนัก พอจักเสด็จขึ้นและลงได้พอสะบาย ๆ บนยอดเขามีที่ประทับและที่กว้างพอสำหรับรับแขก ทั้งสงบและอากาศบริสุทธิ์เย็นสบาย และประกอบกับพระเจ้าพิมพิสารองค์เอกอัครมัคคนายกได้ทรงให้คณพวิศวกรทำถนนเป็นเป็นขั้นบันใด สำหรับพุทธดำเนินขึ้นไป เริ่มตั้งแต่วัดมัททกุจฉิทายวันจนถึงที่พระพุทธองค์ประทับ และทั้งองค์พระมหากษัตริย์เองก็ได้เสด็จขึ้นไปเฝ้าพระพุทธเจ้าเพื่อสนทนาปัญหาเป็นประจำ ฉะนั้นถนนสายนี้จึงได้นามว่า
" ถนนพระเจ้าพิมพิสาร” ในกาลต่อมา
ปัจจุบันยังมีอนุสรณ์สถานที่เป็นวัตถุโบราณต่างๆ ที่ยังเหลือไว้ให้พวกเรา ได้นมัสการและชม โดยจะเริ่มต้นตั้งแต่พระเจดีย์ ๓ องค์ ที่พระเจ้าอโศกมหาราชหลังจากที่พระองค์ได้ทรงบูรณถนนเสร็จ ได้ทรงสร้างเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานแด่พระเจ้าพิมพิสารตามเส้นทางริมถนนจนถึงข้างบนไหล่เขาดังนี้
๑. พระเจดีย์องค์ที่หนึ่ง – ซึ่งอยู่ถัดขึ้นไปจากวัดมัททกุจฉิทายวัน ณ สถานที่ตรงนี้ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จลงจากพระราชพาหนะวึ่งมาจากพระราชวังแล้ว ได้เสด็จขึ้นพระเสลี่ยงให้พนักงานนำเสด็จไป
๒. พระเจดีย์องค์ที่สอง – ณ สถานที่ตรงนี้ พระเจ้าพิมพิสารได้เสด็จลงจากพระเสลี่ยงแล้วทรงพระราชดำเนินด้วยพระบาทขึ้นไป และ
๓.พระเจดีย์องค์ที่สาม- ณ สถานที่ตรงนี้พระเจ้าพิมพิสารได้ให้พวกข้าราชบริวารที่ติดตามมาให้รอคอยอยู่. และจากนั้นพระองค์กับทหารองครักษ์เสด็จขึ้นไปเฝ้าพระพุทธองค์บนยอดเขาคิชฌกูฏ ณ มูลคันธกุฎีที่ประทับ
จากอนุสรณ์สถานพระเจดีย์ที่ให้พวกข้าราชบริวารรอคอย เดินข้ามสพานคอนกรีตแล้ว ขึ้นไปอีกสักครู่จะพบถ้ำที่สวยงามชื่อ สุกรขาตา ซึ่งอยู่ทางด้านขวาที่พระพุทธองค์ทรงแสดงพระธรรมเทศนาา ที่ชื่อว่า เวทนาปริคคหสูตร” แด่ท่านพระสารีบุตร และทีฆนขะหลานชาย ท่านพระสารีบุตร ได้บรรลุพระอรหัตตผล ส่วนหลานชายได้เป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน
จากถ้ำสุกรขาตา เดินขึ้นตามบันใด ไปอีกชั้น ท่านจะเห็นฐานบริเวณวัด หรือ ธรรมศาลา ที่พระภิกษุสงฆ์ได้มาพักอาศัย และสิ่งที่น่าสนใจสิ่งสุดท้ายบนยอดเขา คือ มูลคันธกุฎีสถานที่ประทับของพระพุทธองค์และ กุฎิพระอานนท์พุทธอุปัฏฐาก ซึ่งอยู่ไม่ห่างไกลกัน ซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่เตียนจะเป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ด้านยาวจากทิศตะวันออกไปทิศตะวันตก ส่วนด้านแดนทิศเหนือไปทิศใต้ ส่วนมูลคันธกุฎีที่ประทับของพระพุทธองค์หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ตั้งอยู่ตรงผาชันด้านทิศตะวันตกของยอดเขา และพอมีทางสำหรับให้พวกเราเดินเวียนเทียนรอบได้อย่างสบาย ส่วนกุฎิของท่านพระอานนท์ตั้งอยู่หน้าผาทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งอยู่ทางด้านซ้ายของมูลคันธกุฎิที่ประทับ จึงสมกับพระดำรัสที่พุทธองค์ตรัสกับพระอานนท์ที่ว่า คิชฌกูฏ เป็นสถานที่น่าอยู่น่ารื่นรมย์
๓. คณะเวทยิกบรรพต มี ๑ คณะ คือ
๑. อินทสาลคูหา
อินทศาลคูหา วัดถ้ำช้างน้าว ตั้องอยู่ระหว่างเขาเวทยิก ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองราชคฤห์ ซึ่งอยู่ถัดเขาคิชฌกูฏไปประมาณ ๖ กม. ที่ได้ชื่อว่า “วัดถ้ำช้างน้าว เพราะที่หน้าประตูถ้ำมีต้นช้างน้าวขึ้นอยู่”
สมัยที่พระพุทธธองค์ประทับอยู่ ณ วัดถ้ำช้างน้าวนี้ ท่าวสักกเทวราชพร้อมด้วยหมู่เทพชั้นดาวดึงส์โดยการนำของปัญจสิกคนธรรพ์เทพบุตร ได้เสด็จลงมาเฝ้าและทูลถามปัญหา พอจบพระธรรมเทศนามัย ท้าวสักกเทวราชพร้อมด้วยหมู่เทพเทวา ได้ดวงตาเห็นธรรมกันถ้วนหน้า
ท่านพระอรรถกถาได้พรรณาว่า ชาวหมู่บ้านอัมพสัณฑ์ ที่ตั้งอยู่ทางทิศใต้ของวัดถ้ำช้างน้าวได้ช่วยกันกั้นฝาถ้ำ พร้อมติดประตูหน้าต่าง และทำที่สำหรับประทับพักผ่อนที่วิจิตรด้วยลายดอกลายเถาและโบกด้วยปูนขาว ครั้นเสร็จเรียบร้อยแล้ ได้ทูลถวายแด่พระพุทธองค์
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๒๑ ต้นเดือน มีนาคม พวกเราชาวนักศึกษาสถาบันนาลันทา ได้เช่ารถแทรกเตอร์พากันไปนมัสการและสวดมนต์ที่วัดถ้ำช้างน้าวนี้ เห็นมีแต่ถ้ำว่างเปล่า และยังมีสภาพที่ดีและเห็นมีต้นกุ่มขึ้นอยู่ที่หน้าถ้ำ แทนที่ต้นช้างน้าวอยู่หนึ่งต้น และเห็นผู้คนกำลังสกัดก้อนหินใกล้ ๆ เชิงภูเขา ส่วนในถ้ำเห็นกองขี้เถ้า เลยเข้าใจเอาเองว่า คนงานคงจะขึ้นมาหุงข้าวและปรุงอาหารเพื่อรับประทานกันตอนพักงานเป็นต้น
๕. คณะทักขิณาคิรี มี ๒ วัด
ค. ทักขิณาคิรีวิหาร
ช. หมู่บ้านเอกนาลา
ก. ทักขิณาคิรีวิหาร
ทักขิณาคิรีวิหาร ตั้งอยู่ทางด้านใต้ภูเขาที่ตั้งล้อมกรุงราชคฤห์ หรือพูดให้เข้าใจง่ายตั้งอยู่ทางด้านประตูเมืองด้านใต้ ซึ่งอยู่ใกล้กับภูเขาอิสิคิลิและภูเขาบัณฑวะ ประมาณ ๕๐๐ เมตร
เนื่องจากถนนจากเมืองสาวัตถีมายังกรุงราชคฤห์ ต้องผ่านตรงวัดทักขิณาคิรีพอดี เพราะฉะนั้นพระพุทธองค์จึงเสด็จมาประทับทุกครั้งที่จะเสด็จไปเมืองสาวัตถีและเสด็จกลับ
ครั้งหนึ่งพระพุทธองค์เสด็จมาที่วัดนี้ ตามเส้นทางที่ได้ทอดพระเนตรเห็นแปลงนาของชาวมคธพูนดินทำเป็นตารางรูปสี่เหลี่ยมเล็กใหญ่ได้สัดส่วนทั้งด้านยาวและด้านกว้าง จึงทรงรับส่งให้พระอานนท์ตัดแต่งจีวรให้เป็นรูปตารางสี่เหลี่ยม คล้ายเขตแปลงนาของชาวมคธ
หลังจากพระพุทธองค์เสด็จดับขันธปรินิพพานแล้วได้เป็นศูนย์กลางแห่งการเผยแผ่พระพำทธศาสนา ในวันวางศิลาฤกษ์พระมหาสถูป มีพระภิกษุสงฆ์มาร่วมในงานสี่หมื่นองค์ซึ่งมีพระสงฆ์รักขิตเป็นผู้นำ
เมือ ๑๐ กว่าปียังเห็นบ้านอันกว้างใหญ่ ซึ่งล้อมไว้ตั้งแต่เมื่อปีฉลองพุทธยันตี แต่บัดนี้เห็นมีแต่บ้านสร้างกันเต็มไปหมด
ข. เอกนาลา
เอกนาลา เป็นชื่อหมู่บ้านพราหมณ์ ซึ่งตั้งอยู่ใกล้กับทักขิณาคิรีวิหาร ทางทิศด้านใต้ของเมืองราชคฤห์
ในขณะที่พระองค์ประทับอยู่ ณ หมู่บ้านเอกนาลา ณ เช้าวันหนึ่ง กสิภารทวาชพราหมณ์ เตรียมการไถนาและหว่านข้าว เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมาเพื่อบิณฑบาต จึงกราบทูลเป็นทำนองแนะนำพระพุทธองค์ว่า ข้าพระองค์ย่อมไถและหว่าน ครั้งไถและหว่านแล้ว จึงจะได้ผลนั้นมารับประทาน แม้พระพุทธองค์เช่นกัน จงไถและหว่านแล้วจึงค่อยเสวยเถิด พระพุทธองค์ได้ทรงเทศนาตามนัยถาม – ตอบ ที่ชื่อกสิภารทวาชสุคต พอจบพระธรรมเทศนา ภารทวาชพราหมณ์ทูลขอบรรพชาและอุปสมบท ตั้งใจปฏิบัติธรรมตามที่พระพุทธองค์ตรัสสอน ไม่นานท่านก็ได้บรรลุพระอรหัตตผล. และพรรษาที่๑๑นี้พระทศพลก็ได้ทรงจำพรรษา ณ เอกนาลาวิหาร ปัจจุบันยังทราบว่าอยู่ตรงจุดไหน