กลับไปหน้าหลัก | HOME

เวฬุวันที่ได้เห็น
     
เวฬุวันถึงจะถูกทอดทิ้งและขาดการดูแลเอาใจใส่มาเป็นเวลาเกือบพันปีก็ตาม เวฬุวันก็คงรักษานามเดิมของตนว่า "เวฬุวัน" ไว้ได้ ปัจจุบันทางรัฐบาลพิหารกำลังเริ่มฟื้นฟูและพัฒนา โดยนำต้นไม้ไผ่มาปลูกไว้จนเกือบจะทั่วรอบด้านและจัดการพัฒนาสระกลันทกนิวาปะโดยขุดลอกนำดินที่ทับถมออกและนอกจากนั้นยังโบกดิฐและถือปูนโดยรอบทั้ง ๔ ด้าน

     ดังนั้นเพื่อป้องกันความสับสนสำหรับผู้ที่ได้มาดูและศึกษา ข้าพเจ้าจะขอพรรณนาสิ่งถาวรวัตถุทั้งเก่าและที่มี่ขึ้นใหม่ โดยยึดเอาศาลาไทย - เวฬุวันเป็นจุดเริ่มต้นตามหัวข้อดังต่อไปนี้
๑. มูลพระคันธกุฎี
๒. สระกลันทกนิวาปะ
๓. สถานที่นั่งประชุมสงฆ์ครั้งสำคัญ (จาตุรังคสันนิบาต)
๔. ศาลาไทย - เวฬุวัน

๑. มูลคันธกุฎี
     มูลคันธกุฎี - สถานที่พระพุทธองค์ประทับ ทางเจ้าหน้าที่กรมโบราณสถานอินเดียได้ทำการขุดค้นในปี พ.ศ. ๒๔๘๔ - ๒๔๘๙ ตั้งอยู่บนริมฝั่งแม่น้ำสรัสสวดีที่แห้งขอด ซึ่งอยู่ใกล้ ๆ กับ ตโปธาร - บ่อน้ำร้อน ซึ่งมีเนื้อที่ทั้งหมดวัดรอบได้ประมาณ ๗๗๐ ฟิต พูดให้เข้าใจง่ายมูลคันธกุฎี ตั้งอยู่ทางทิศใต้สุดของเวฬุวัน ปัจจุบันทางเจ้าหน้าที่ได้เขียนแผ่นป้ายปักไว้และบอกอย่างชัดเจนถ้าผู้ไปชมเดินเข้าทางประตูด้านศาลาไทย - เวฬุวันจะมองเห็นเป็นรูปเนินดินที่มีหญ้าปกคลุมสูงประมาณ ๘ - ๙ ฟิต และมีฮงซุ้ยฝังศพชาวมุสลิมหลายฮงซุ้ยด้วยกันฝังตั้งอยู่ข้างบนอีกชั้นหนึ่ง
ถ้าเราเดินขึ้นไปบนเนินดินดังกล่าวและสังเกตุดูให้ถ้วนถี่แล้วจึงจะมองเห็นบางส่วนซึ่งเป็นรูปห้องเล็ก ๆ อยู่ข้าง ๆ ฮงซุ้ยมุสลิม และในการขุดค้นครั้งนั้นทางเจ้าหน้าที่ได้เขียนบันทึกไว้ในสมุดนำเที่ยวราชคฤห์ว่า ได้พบห้องและฐานของพระสถูปหลายองค์ที่ก่อนด้วยอิฐสูงกว่าระดับพื้นที่ ๖ ฟิต ทุก ๆ สถูป ครั้นเปิดดูแล้วไม่พบอะไรนอกจากแจกันดินเผาบรรจุเต็มด้วยดิน ส่วนทางด้านตะวันออก ซึ่งเป็นเนินดินลาดไม่มีสิ่งก่อสร้างอะไร แต่พบเม็ดดินเผาก้อนเล็ก ๆ แปะติดเป็นคำสอนทางพระพุทธศาสนาว่า
เย ธัมมา เหตุปปภวา เตสํ เหตุํง ตถาคโต
เตสัญจ โย นิโรโธ จ เอวังวาที มหาสมโณ
     ธรรมทั้งหลายมีเหตุเป็นแดนเกิด พระตถาคตทรงตรัสถึงเหตุและความดับแห่งเหตุเหล่านั้น พระมหาสมณโคดมเจ้าทรงมีปกติกล่าวอย่างนี้ ฯ
และตัวอักษรดังกล่าวมานี้สันนิษฐานว่าใช้อยู่ในราวสมัยศตวรรษที่ ๑๐ - ๑๑ ซึ่งเขียนไว้ภายใต้แทนรูปพระโพธิสัตว์ ฯลฯ
แต่เป็นที่น่าเสียดายซึ่งปัจจุบันนี้ ทางรัฐบาลให้ความสนใจน้อยไป เช่นให้หญ้าขึ้นปกคลุมไว้จนเกือบจะมองไม่เห็นตัวมูลคันธกุฎี และมิหนำซ้ำยังปล่อยให้ทำฮงซุ้ยไปสร้างไว้ข้างบนที่พระสถูป เมื่อเราชาวพุทธมองเห็นแล้วอดที่จะสะดุดใจและก่อให้เกิดอกุศลจิตคิดไปในทางฝ่ายต่ำมิได้

๒. สระกลันทกนิวาปะ
     สระกลันทกนิวาปะ หรือสถานที่ให้เหยื่อกระแต ตั้งอยู่กลางบริเวณเวฬุวันด้านยาวนับได้ประมาณ ๑๐๐ ก้าว ด้านกว้างประมาณ ๘๐ ก้าว เดินโดยรอบนับได้ประมาณ ๓๖๐ ก้าวซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของศาลาไทย - เวฬุวัน ไปประมาณ ๗๕ ก้าว
ณ สถานที่สระกลันทกนิวาปะนี้ ในสมัยพุทธกาลปรากฏว่า พระพุทธองค์เคยเสด็จมาประทับนั่งแสดงธรรมแด่พระภิกษุสงฆ์เป็นประจำ และพระสูตรต่าง ๆ เช่น มหากัสสปโพชฌงค์ มหาโมคคัลลานโพชฌงค์ เป็นต้นก็ปรากฏว่าพระพุทธองค์ได้ทรงแสดง ณ สถานที่นี่
ปัจจุบันทางรัฐบาลดูเหมือนจะเอาใจใส่เป็นพิเศษกว่าถาวรวัตถุอย่างอื่นที่มีเหลือยู่ในเวฬุวัน เช่นนอกจากจะก่ออิฐถือปูนโดยรอบ ๆ อย่างมั่นคงและถาวรแล้ว ยังได้ทำบันไดขนาดใหญ่สำหรับลงไปชมดูได้จนถึงน้ำในสระและก่ออิฐถือปูนทำเป็นฐานที่ตั้งโคมไฟทั้ง ๔ มุม พร้อมทั้งปักเสาที่ทำด้วยซีเมนต์ไว้จนรอบบริเวณของสระ และตามบริเวณของขอบสระได้นำเอาต้นยูคาลิปตัสมาปลูกไว้จนรอบ ประชาชนผู้ที่ได้มาเห็นแล้วอดที่จะออกปากชมมิได้ว่า สระกลันทกนิวาปะนี้เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจยิ่ง

๓. สถานที่ประชุมสงฆ์ครั้งสำคัญ
     สถานที่ประชุมสงฆ์ครั้งสำคัญหรือที่เรียกว่า จาตุรังคสันนิบาตนี้ปัจจุบันทางเจ้าหน้าที่กรมโบราณสถานสันนิษฐานว่า อยู่ทางด้านทิศตะวันตกของสระกลันทกนิวาปะ โดยนำเอาพระพุทธรูปปางยืนประทานพรไปประดิษฐานไว้เป็นสัญลักษณ์ ณ สถานที่ตรงนั้น แต่ชาวญี่ปุ่นสำคัญว่า อยุ่ทางทิศด้านเหนือของสระและก็ได้นำพระพุทธรูปองค์ใหญ่มาประดิษฐานไว้อีกองค์หนึ่งเช่นกันส่วนใครจะถูกหรือผิดอย่างไรนั้นเราก็ไม่สามารถจะลงความเห็นให้ได้ แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ประชาชนชาวไทยเราส่วนใหญ่มีความเชื่อว่าควรจะเป็นทางด้านทิศตะวัตกของสระกลันทกนิวาปะมากกว่า ดังนั้นในเมื่อมาถึงจึงพากันจุดธุปเทียนและนำดอกไม้ไปเดินเวียนเทียนกันจนครบสามรอบแล้วจึงจะกลับจากการชมเวฬุวัน

๔. ศาลาไทย - เวฬุวัน
     เวฬุวันเนื่องจากเป็นสถานที่สำคัญทางพระพุทธศาสนา คือ
          ๑. เป็นวัดแห่งแรก
          ๒. เป็นสถานที่ประทับอยู่จำพรรษาของพระพุทธองค์
          ๓. เป็นสถานที่ประชุมสงฆ์ครั้งใหญ่ยิ่งในทางพระพุทธศาสนา
          ๔. เป็นจุดศูนย์กลางที่พระพุทธองค์ใช้เป็นที่เผยแพร่พระพุทธศาสนา ดังกล่าวมาข้างต้น

      ดังนั้นในปี พ.ศ. ๒๕๑๓ ท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระธรรมมหาวีรานุวัตร เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาองค์ปัจจุบัน ในสมัยที่ท่านยังดำรงตำแหน่งฐานันดรศักดิ์ที่ พระเทพวิสุทธิโมลี ได้หวนรำลึกถึงความสำคัญต่างๆ เหล่านี้จึงได้นำเอาความคิดข้อนี้มาปรารภกับพวกศิษยานุศิษย์และท่านสาธุชนที่คุ้นเคยเพื่อที่จะสร้างศาลาไทยไว้เพื่อเป็นพุทธและพิมพิสารปรมานุสรณ์ในเวฬุวันในนามสาธุชนคนไทยทั้งประเทศ จึงได้ทำการติดต่อกับเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลผู้ที่มีความเกี่ยวข้องทุกฝ่าย พร้อมด้วยยื่นแบบแปลนรูปศาลาไทยแบบประยุกต์ คือหน้ามุขทั้ง ๔ ด้าน และมีรูปพระเจ้าพิมพิสารกำลังทรงจับพระเต้าทองด้วยพระหัตถ์ขวา และทรงประคองด้วยพระหัตถ์ซ้าย ได้คุกพระชานุหลั่งน้ำทักษิโณทก ให้ตกลงบนพระหัตถ์ของพระองค์ น้อมถวายพระราชอุทยานเวฬุวัน มอบให้เป็นวัดที่ประทับสำหรับพระพุทธองค์และพระภิกษุสงฆ์
และอีกรูปหนึ่งมีรูปพระพุทธองค์กำลังประทับนั่งทรงแสดงพระโอวาทปาฏิโมกข์แก่พระอริยสงฆ์ผู้ได้อภิญญา และได้บรรพชาและอุปสมบทโดยตรงจากพระทรงธรรม์ ซึ่งมีประมาณ ๑,๒๕๐ รูป และพร้อมกับได้ยื่นความจำนงขอสถานที่สร้างใกล้ๆ กับพระมูลคันธกุฎี สถานที่เป็นที่ประทับของพระพุทธองค์ และในที่สุดสมความประสงค์ของท่านเจ้าคุณอาจารย์ทุกประการ คือทางรัฐบาลอนุญาตให้ทำการก่อสร้างได้

     ครั้นได้ฤกษ์ดีคือตรงกับวันที่ ๑๐ พฤศจิกายน ๒๕๑๓ ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้ทูลเชิญ ฯพณฯ ศาสตราจารย์ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าเปรมบุรฉัตร เอกอัคคราชทูตไทยประจำกรุงนิวเดลี พร้อมด้วยชายา ไปทำพิธีทอดผ้าป่าเป็นปฐมฤกษ์ ณ บริเวณที่ใกล้ ๆ กับศาลาไทยปัจจุบัน เพื่ออุทิศส่วนพระราชกุศลถวายแด่ดวงวิญญาณพระเจ้าพิมพิสาร และในกาลต่อมาเมื่อจะถึงวันกำหนดก่อสร้าง ท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้เชิญท่านกงสุลใหญ่ พร้อมด้วยคุณยงยุทธ - คุณนายบุษบง อินทรประเสริฐ ณ เมืองกัลกัตตาให้มาช่วยวางศิลาฤกษ์อีกวาระหนึ่ง ซึ่งตรงกับวันที่ ๑๖ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๔ และศาลาไทยหลังนี้ นับแต่วันเริ่มสร้างมาจนกว่าจะเสร็จเรียบร้อย เป็นเวลา ๔๕ วันพอดี ครั้นแล้วก็ได้เปิดพิธีทำการฉลองและมอบให้แก่รัฐบาลแคว้นพิหารซึ่งขณะนั้นนายเทวากัน บาโรห์ เป็นข้าหลวงประจำรัฐ โดยทางท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้จัดให้ นายวี มนัสช่วง ท่านที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตในนามสถานทูตไทย เป็นผู้มอบแทนในนามปวงชนชาวไทย ณ วันที่ ๓๑ ตุลาคม ๒๕๑๔ และพอเสร็จจากพิธีมอบให้ท่านที่ปรึกษาสถานเอกอัครราชทูตไทยก็ได้ทำพิธีเปิดผ้าแพรคลุมป้ายซึ่งมีชื่อว่า "ศาลาไทย - เวฬุวัน"

     อนึ่ง ทุนในการก่อสร้างศาลาไทย - เวฬุวันนี้ มีผู้มีศรัทธาหลายท่านร่วมกันบริจาค คือ คุณอนันต์ คุณทองคำ ทิวาทิตยพร "อนันต์เยมส์" ได้บริจาคปัจจัย ๖๐,๐๐๐ บาท พร้อมด้วยคุณโยมสุนีย์ ศรีอุบล คุณโยมบัว คุณโยมเล็ก เพิ่มจ้าย และคณะสาธุชนชาวไทยจำนวนมาก ได้มีศรัทธาบริจาคร่วมสร้างถวาย เพื่อเป็นอนุสรณ์ของไทยสืบต่อไปในอนาคต

 
Update เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๙
<< Home | < Previous | 1 | 2 | 3 |4 | 5 | 6 | 7 | กลับที่เดิม
พัฒนาเว็บถวายวัดไทยพุทธคยา-อินเดีย โดย... พระครูธรรมธร ดร.แอ๊ว สุธมฺมปาโล