นายแพทย์ใหญ่ประจำเวฬุวันมหาวิหาร
ฝ่ายชีวกโกมาภัจจ์ผู้เป็นบุตรของนางสาลวดีหญิงงามเมืองซึ่งเกิดจากพระเจ้าอภัยราชกุมาร หลังจากที่ท่านได้สำเร็จการศึกษาวิชาแพทย์จากเมืองตักกสิลา ได้เที่ยวรักษาพยาบาลคนไข้รายใหญ่ๆ และผลที่สุดกลายเป็นนายแพทย์ประจำองค์พระเจ้าพิมพิสารและในกาลต่อมาท่านได้เกิดความเลื่อมใสในพระบรมศาสดา จึงขอปวารณาตัวท่านเองเป็นนายแพทย์ประรจำพระพุทธองค์พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดที่อยู่ในเวฬุวันมหาวิหารและจำเดิมแต่นั้นเป็นต้นมาทุกๆ เช้าก่อนที่จะไปทำงาน ท่านต้องไปเฝ้าพระพุทธองค์และเยี่ยมพระภิกษุสงฆ์เป็นประจำมิได้ขาดฯ
ครั้นต่อมามีเรื่องเล่าว่า ในแคว้นมคธครั้งนั้น ประชาชนเป็นจำนวนมากเป็นโรคเรื้อน โรคมงคร่อ โรคกลาก โรคหืด และโรคลมบ้าหมู เขาเหล่านั้นเมื่อทราบว่า ในพระนครราชคฤห์มีนายแพทย์ผู้เชี่ยวชาญชื่อว่า ชีวก โกมาภัจจ์ สามารถจะบำบัดรักษาโรคจำพวกนี้ให้หายขาด ครั้นแล้วต่างก็พากันไปให้ท่านช่วยรักษา แต่ทุกๆ รายก็ต้องถูกปฏิเสธกลับมาโดยทำเดียวกันว่า "เวลาตอนเช้าท่านต้องไปเฝ้าพระพุทธองค์ตรวจตราและรักษพระภิกษุสงฆ์ที่วัดเวฬุวัน ตอนสายก็ต้องไปทำงานในพระราชวังเป็นประจำ"
เมื่อคนไข้ทั้งหลายผิดเหวังเช่นนั้น เข้าจึงต่างหันหน้าเข้าปรึกษากันว่า ถ้ากระไรพวกเราพากันไปบวชดีกว่าเพราะเมื่อบวชแล้ว นอกจากพวกเราจะมีความเป็นอยู่แสนสบายและได้บริโภคอาหารดีๆ ที่มีคนนำมาถวายแล้ว พวกเรายังจะได้รับการรักษาพยาบาลอย่างฟรีๆ จากนายแพทย์ชีวกอีกด้วยฯ คิดได้ดังนั้นแล้วพวกคนที่เป็นโรคดังกล่าวก็พากันมาบวชที่วัดเวฬุวันทุกๆ วันจนในที่สุดนายแพทย์ชีวกไม่มีเวลาที่จะไปรักษาคนภายนอกได้ เพราะมัวแต่รักษาพระในวัดเวฬุวัน
ครั้นแล้วท่านนายแพทย์ได้ไปกราบทูลเรื่องต่างๆ ให้พระบรมศาสดาทรงทราบแล้วกราบขอพระพรต่อพระพุทธองค์ว่า "ถ้าหากมีคนที่เป็นโรค ๕ อย่าง คือ โรคเรื้อน โรคมงคร่อ โรคกลาก โรคหืด และโรคลมบ้าหมู มาขอบรรพชาอุปสมบท ขอพระองค์อย่าได้รับให้บวชเลย" และแล้วพระบรมศาสดาก็ทรงแสดงธรรมิกถาให้นายแพทย์ ชีวกโกมารภัจจ์ ได้เห็นสมาทานอาจหาญและรื่นเริงในกุศลที่นายแพทย์ได้กระทำไปแล้วนั้นเป็นการดีและสมควรอย่างยิ่ง และให้ทรงประชุมภิกษุสงฆ์ ทรงปรารภเรื่องนายแพทย์ชีวกกราบทูลเป็นต้นเหตุ
จึงทรงบัญญัติว่า "ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ขอพวกเธอทั้งหลายจงอย่าให้คนที่เป็นโรค ๕ อย่างคือ โรคเรื้อน โรคมงคร่อ โรคกลาก โรคหืด และโรคลมบ้าหมู อย่างใดอย่างหนึ่งเข้ามาบวช ถ้าภิกษุใดให้บวชต้องเป็นอาบัติทุกกฏ" และจำเดิมแต่นั้นมา พวกภิกษุผู้เป็นอนุชนรุ่นหลังก็ถือเป็นหลักปฏิบัติสืบๆ มาจนถึงทุกวันนี้ คือใครก็ตามก่อนที่จะเข้าไปเพื่อขออุปสมบทในท่ามกลางสงฆ์จะต้องถูกคู่สวดซักถามว่าเป็นโรคเรือนเป็นต้นหรือเปล่า ดังที่เราได้ยินพระคู่สวดสวดถามนาคก่อนอุปสมบทว่า กุฎฺฐํ คณฺโท กิลาโส โสโส อปมาโร ดังนี้ฯ
ดังนั้นเวฬุวันนอกจากจะเป็นสถานที่สำคัญในการช่วยเปลื้องความทุกข์ทางใจได้แล้วเวฬุวันยังเป็นโรงพยาบาลสงฆ์แห่งแรกที่นายแพทย์ชีวกโกมารภัจจ์เป็นผู้ริเริ่มและจัดตั้งอีกประการหนึ่งดังกล่าวมา
เวฬุวันหลังจากพุทธองค์นิพพาน
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่ว่าจะมีอยู่ในโลกนี้หรือโลกไหนก็ตามในเมื่อมีความเกิดขึ้น สิ่งเหล่านั้นก็จะต้องมีความแปรปรวนและดับสลายไปในที่สุด อันนี้เป็นหลักธรรมดาของสิ่งทั่วไป
ดังนั้นพระภิกษุสงฆ์ที่พักอาศัยอยู่ในวัดต่างๆ ทั่วชมพูทวีป ครั้นได้ทราบข่าวการเสด็จดับขันธปรินิพพานแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าต่างก็พากันทอดทิ้งวัดวาอารามของตน มุ่งตรงไปยังเมืองกุสินาราเป็นจุดเดียวกัน เพื่อถวายสักการะแด่พระพุทธองค์ครั้งสุดท้ายคือการถวายพระเพลิงพระสรีระของพระพุทธองค์
ฝ่ายพระอานนท์เถรเจ้า ครั้นถวายพระเพลิงพระบรมศาสดาเสร็จแล้วได้เที่ยวไปปลอบขวัญประชาชนตามหัวเมืองต่าง ๆ จนทั่ว ครั้นพอสมควรแก่เวลาแล้ว ท่านก็ได้มุ่งหน้าตรงมายังพระนครราชคฤห์และครั้นมาถึงก็ได้พบว่าวัดทุกวัดในนครราชคฤห์ตกอยู่ในสภาพที่ทรุดโทรมมาก
ดังนั้นท่านจึงได้นำความอันนี้ขึ้นกราบทูลพระเจ้าอชาตศัตรูให้ทรงทราบและได้ทูลขอเงินอุปถัมภ์ในการบูรณปฏิสังขรณ์ ครั้นบูรณปฏิสังขรณ์เสร็จแล้ว พระเจ้าอชาตศัตรูก็ทรงรับสั่งให้ทำการฉลองพร้อมทั่วทุกวัดในเวันเดียวกัน
พอเสร็จจาการฉลอง พระอานนท์เถรเจ้าก็ได้มาพักอยู่ที่วัดเวฬุวันปัดกวาดและปฏิบัติต่อสถานที่ๆ พระพุทธองค์เคยทรงประทับทุกๆ แห่งเหมือนในสมัยที่พระพุทธองค์ยังทรงพระชนม์ชีพอยู่เป็นประจำมิได้ขาด และบางครั้งบางโอกาสก็ได้แสดงธรรมแด่พวกสาธุชนผู้ทีมาเยี่ยมและสนใจในคำสั่งสอนของพระองค์ และตลอดทั้งพระภิกษุสงฆ์รุ่นหลังเช่นพระทาสกะเป็นต้น เป็นศิษย์ของพระอุบาลีเถรเจ้า ก็ได้อยู่และยึดวัดเวฬุวันนี้เป็นศูนย์กลางในการเผยแพร่พระพุทธศาสนา และปรากฏว่าท่านได้ทำการอุปสมบทให้แก่พระโสณกะกับสหายของท่านอีก ๕๕ คน ณ ที่เวฬุวันมหาวิหารนี้
เวฬุวันที่ ๒ หลวงจีนได้เห็น
พระเถระและอนุเถระรุ่นต่อๆ มา ท่านก็ได้ดำเนินรอยตามประเพณีที่พระมหาเถระรุ่นก่อนได้ประพฤติและปฏิบัติสืบกันมาเป็นเวลาเกือบถึงพันปีคือตกอยู่ในระหว่าง พ.ศ. ๙๔๒ - ๙๕๗ หลวงจีนฟาเหียน ได้ มาสืบศาสนา ณ เมืองพุทธภูมิเกือบทั่วทุกแห่ง ท่านได้บันทึกไว้ว่าท่านได้มาเยี่ยมวัดเวฬุวันและขณะนั้นท่านยังได้เห็นวิหารหลังเก่าหรือมูลคันธกุฎีปรากฎอยู่และยังมีพระภิกษุหลายองค์ช่วยกันดูแลรักษาและปัดกวาดกันอยู่เป็นประจำ แต่พอกาลเวลาล่วงมาอีกประมาณ ๒๐๐ ปีเศษ พระหลวงจีนถังซัมจั๋งได้เข้ามาศึกษาวิชาฝ่ายพุทธศาสนา ณ เมืองนาลันทา และในขณะที่ท่านได้ศึกษาอยู่นั้นท่านก็ได้สละเวลามาดูวัดเวฬุวันเช่นกัน แต่เป็นที่น่าเสียดายซึ่งในขณะนั้นท่านได้บันทึกไว้แต่เพียงว่า ท่านได้เห็นแต่เพียงซากของมูลคันธกุฎีซึ่งมีกำแพงที่ก่อด้วยอิฐล้อมรอบอยู่เท่านั้น
จึงเป็นอันลงความเห็นได้ว่า เวฬุวันที่เคยรุ่งเรืองคือเคยได้เป็นพระราชอุทยานสถานที่ท่องเที่ยวของพระราชาและเคยเป็นจุดศูนย์กลางแห่งการเผยแผ่พระพุทธศาสนามาเป็นเวลากว่าพันปี ก็ได้ถูกทอดทิ้งกลายเป็นสถานที่รกร้างจำเดิมแต่กาลนั้นเป็นต้นมาฯ