กลับไปหน้าหลัก | HOME

เวฬุวันที่พระนางเขมาทรงเห็น
     
ณ วันนั้นสมเด็จพระบรมศาสดาได้เสด็จไปบิณฑบาตตั้งแต่ตอนเช้าและเที่ยวเทศนาสั่งสอนประชานผู้มีศรัทธาและเลื่อมใส กว่าจะเสด็จกลับมาถึงเวฬุวันก็บ่ายเย็น
ฝ่ายพระนางเขาก็เสด็จชมพระราชอุทยานสวนสวรรค์ทีอยู่บนพื้นดินเกือบตลอดทั้งวัน พระนางได้ทอดพระเนตรเห็นความงามของต้นไม้และพรรณไม้ดอกนานาชนิด ซึ่งกำลังออกดอกและออกผลจนทั่วบริเวณ ทรงเห็นหมู่แมลงผึ้งและแมลงภู่พากันมาชม และลิ้มรสแห่งเกสรอยู่เป็นหมู่ๆ ได้ยินเสียงร้องของนกดุเหว่าส่งเสียงร้องอยู่เจื้อยแจ้วบนต้นไม้สูง เห็นนกยูงรำแพนอยู่เป็นคู่ ๆ ดูแล้วงทำให้ใจเบิกบาน พระนางได้พบสถานที่อันเงียบสงัด และงดงามไปด้วยที่เดินจงกรม ทรงเห็นอาศรมและปรำซึ่งเป็นที่อยู่ของพระภิกษุสงฆ์ที่สร้างไว้อย่างมีระเบียบและเรียบร้อยเป็นจำนวนมากตั้งอยู่เป็นทิวแถวใกล้กอไผ่ ครั้นทอดพระเนตรไปยังโคนต้นไม้พระนางได้ทรงทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุหนุ่มกำลังนั่งสมาธิ พลางดำริในพระทัยว่า "การนั่งสมาธิเพ่งธรรมอยู่เช่นนี้ น่าจะเหมาะแก่พวกคฤหัสถ์ผู้ที่มีความสุขทางโลกีย์มากเพียงพอแล้ว จึงควรบำเพ็ญ หรือมิเช่นนั้นก็ควรจะทำในยามแก่"

     พระนางได้เสด็จชมพระราชอุทยานเวฬุวัน โดยทำนองนี้จนเกือบตลอดวันไม่ทรงรู้สึกเบื่อหน่าย แต่พอเห็นเวลาบ่ายมากพระนางก็ทรงปรารภกับพวกข้าราชบริพารว่า จะเสด็จกลับสู่พระราชวัง พวกข้าราชบริพารครั้นได้ฟังพระราชเสาวนีย์จากพระนางดังนั้น จึงทูลอัญเชิญเสด็จไปเฝ้าพระบรมศาสดาตามพระราชโองการ
และในเวลาเย็นวันนั้นตามประวัติกล่าวว่า พระบรมศาสดาทรงทราบว่าพระนางเขมาเทวีผู้ซึ่งเป็นพระมเหสีที่รักของพระเจ้าพิมพิสารเสด็จมา พระองค์ทรงกระทำประหนึ่งว่ากำลังนั่งแสดงธรรมอยู่ในท่ามกลางบริษัทนิรมิตนางอัปสรกำลังนั่งถือพัดวีไปมาอยู่ข้าง ๆ พระราชเทวีเมื่อเสด็จเข้าไปเห็นเข้าเช่นนั้น จึงทรงดำริติตนเองในใจว่า "เราเข้าใจผิดไปถนัด หญิงรูปสวยประดุจนางเทพอัปสรเช่นนี้ ยังมีมายืนและนั่งใกล้ถือพัดวีไปมาอยู่ข้าง ๆ พระพุทธองค์ หากจะยกเอาตัวเราเข้าเปรียบ แม้จะเทียบกับสาวใช้ของเธอก็ไม่ได้ ตัวเราได้คิดผิดไปเสียนานที่ได้แต่นั่งนึกนอนนึกฝันหวานอย่างผิด ๆ ว่าตัวเราสวยอย่างหาผู้เปรียบมิได้" ในขณะที่พระนางดำริอยู่และจ้องพระเนตรดูหญิงนั้นอยู่ พระทรงธรรม์ก็ทรงนิรมิตให้หญิงนั้นจากวัยรุ่นสาวเปลี่ยนเป็นวัยกลางคน จากวัยกลางคนไปเป็นวัยชรา มีหน้าเหี่ยวย่นตลอดทั่วสรรพางค์กายผมหงอกฟันหลุด และในที่สุดพระองค์ก็ทรงนิรมิตให้หญิงนั้นกลิ้งล้มทิ้งพัดต่อหน้าพระพักตร์ของพระนาง ครั้นพระนางได้ทอดพระเนตรเห็นด้วยตาตนเองเช่นนั้น จิตของพระนางก็พลันสลดได้พระสติว่า "รูปกายของคนเรานี้ถึงจะมีอย่างต่างกัน (คือสวยน้อยสวยมาก) ก็ตาม (ในที่สุด) ก็ย่อมถึงซึ่งความวิบัติ (แก่ ตาย) อย่างเดียว ถึงแม้รูปกายของเรานั้นก็จักเป็นเหมือนอย่างนี้ในที่สุดฯ"

     ในขณะที่พระนางทรงพิจารณาเห็นความไม่แน่นอนของสังขารอยู่นั่นเอง พระพุทธองค์จึงทรงตรัสพระคาถาสอนพระนางว่า
เย ราครตฺตานุปตนฺติ โสตํ
สยํ กตํ มกฺกโฏว ชาลํ
เอตมฺปิ เฉตฺวาน วชนฺติ ธีรา
อนเปกฺขิโน สพฺพทุกฺขํ ปหายาติ ฯ
บุคคลใดก็ตามที่ถูกความรักใคร่ผูกมัด เขาเหล่านั้นย่อมจัดว่าตกอยู่ในกระแสแห่งความอยากเหมือนกับแมงมุมที่กำลังติดใยตนเอง ส่วนคนผู้มีปัญญา ขจัดความอยากนั้น ไม่ติดใจในมันอีกต่อไปย่อมละความทุกข์ทั้งหมดได้เที่ยวไป (อย่างเสรี)

     ในที่สุดแห่งพระคาถา พระนางเขมาเทวีก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลหมดความกังวลในเรื่องโลกีย์อีกต่อไปฯ
ครั้นแล้วพระนางก็ทราบกราบทูลลาพระบรมศาสดากลับสู่พระราชนิเวศน์ แล้วทรงแจ้งเหตุทุกๆ ประการที่พระนางได้รับจากพระราชอุทยานเวฬุวัน ณ วันนั้น เสร็จแล้วพระนางจึงทูลขออนุญาตออกบรรพชาต่อพระราชสวามีฯ
ครั้นได้ทรงสดับดังนั้นพระเจ้าพิมพิสารทรงมีความยินดีเป็นอย่างยิ่งจึงให้เจ้าหน้าที่จัดเสลี่ยงทองคำแด่พระนางไปยังสำนักพระภิกษุณีฯ

พุทธกิจในเวฬุวันมหาวิหาร
     
พุทธกิจต่างๆ ที่พระบรมศาสดาทรงบำเพ็ญในขณะที่พระองค์ประทับอยู่ในเวฬุวันมหาวิหารตลอดระยะกาล ๕ พระพรรษา และในระหว่างที่เสด็จไป ๆ มา ๆ ประทับแรมอยู่นั้นนอกจากพุทธกิจดังที่กล่าวมาข้างต้นอย่างย่อๆ แล้ว พระพุทธองค์ยังได้ทรงแสดงพระสูตรและตรัสเล่าเรื่องชาดกต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก เช่น ทีฆลัฏฐสูตร นันทพสูตร จันทพสูตร ฯลฯ และอสัมปทานชาดก อุปหานชาดก นิโครธชาดกเป็นต้น และนอกจากนั้นยังได้ทรงบัญญัติสิกขาบทเป็นจำนวนมากมาย ประชาชนหลายชั้นหลายพวกตลอดถึงพวกเทวดาก็ปรากฏว่าได้มาเฝ้าทูลถามปัญหาและฟังพระธรรมเทศนา ณ สถานที่เวฬุวันมาหาวิหารแห่งนี้
อนึ่งหลังจากที่พระอัญญาโกณฑัญญะและพระมหาโมคคัลลานะอัครสาวกเบื้องซ้ายดับขันธนิพพานแล้ว

     พระพุทธองค์ทรงรับสั่งให้สร้างพระสถูปสำหรับบรรจุพระอัฐิของท่านพระมหาเถระทั้ง ๒ ไว้ที่ประตูของเวฬุวันมหาวิหารทั้ง ๒ ข้าง
พระบรมศาสดาทรงประดิษฐานพระพุทธศาสนาในแคว้นมคธโดยยึดเอาเวฬุวันมหาวิหารนี้เป็นจุดศูนย์รวมในการเผยแพร่คำสั่งสอนของพระองค์เสด็จจาริกไปมาในชนบทนั้นๆ และค่อยๆ ขยายแผ่ทั่วไปยังแว่นแคว้นที่พระองค์เสด็จไปถึง ให้เกิดความเชื่อความเลื่อมใสออกบรรพชาและอุปสมบทในพระธรรมวินัยเป็นภิกษุ เป็นภิกษุณีบ้าง เป็นสามเณร เป็นสามเณรีบ้าง เป็นอุบาสกบ้าง เป็นอุบาสิกาบ้าง ประกาศพระศาสนาให้แพร่หลาย สมดังปณิธานที่พระพุทธองค์ได้ทรงตั้งไว้ทุกประการ

 
Update เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๙
<< HOME | < Previous | 1 | 2 | 3 |4 | 5 | 6 | 7 | Next 6 >> | Last >>
พัฒนาเว็บถวายวัดไทยพุทธคยา-อินเดีย โดย... พระครูธรรมธร ดร.แอ๊ว สุธมฺมปาโล