กลับไปหน้าหลัก | HOME

เวฬุวันมหาวิหารคือสถานที่ประชุมสงฆ์ครั้งสำคัญ
     
วันนั้นนับว่าเป็นวันที่น่ามหัศจรรย์อย่างยิ่ง คือ ในขณะที่พระองค์ได้ทรงเสด็จมาถึงเวฬุวันมหาวิหาร ปรากฏว่าพระสงฆ์สาวกที่พระองค์บวชให้แล้วและได้ส่งไปประกาศพระพุทธศาสนา ณ สถานที่ต่าง ๆ ได้มารอเฝ้าพระองค์อยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นในตอนบ่ายวันนั้น พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า โอกาสที่อยู่พร้อมหน้าพร้อมตากัน จึงทรงเรียกประชุมพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมดที่อยู่ที่นั้นและทรงประกาศแต่งตั้งตำแหน่งพระอัครสาวก คือทรงประกาศแต่งตั้งพระสารีบุตรให้ดำรงตำแหน่งเบื้องขวา ส่วนพระมหาโมคคัลลานะนั้นให้ดำรงอยู่ในตำแหน่งเบื้องซ้าย เสร็จแล้วพระพุทธองค์ก็ทรงประทานพระบรมพุทโธวาทซึ่งเรียกว่า พระโอวาทปาฏิโมกข์คือเนื้อความอย่างย่อๆ ในพระพุทธศาสนา

การประชุมสงฆ์ครั้งนี้จัดว่าเป็นการประชุมครั้งสำคัญยิ่งในทางพระพุทธศาสนา และไม่มีครั้งใดที่จะยิ่งกว่า เพราะว่า
๑ พระสาวกผู้เข้ามาประชุมนั้นอนุมานได้ ๑,๒๕๐ องค์ และล้วนแต่เป็นพระอรหันต์ขีณาสพอยู่จบพรหมจรรย์
๒. พระสาวกทั้งหมดนั้นล้วนเป็นเอหิภิกขุอุปสัมปทา คือพระสาวกที่ได้อุปสมบทโดยตรงจากพระพุทธองค์
๓. พระสาวกทั้งหมดนั้นต่างมาพร้อมกันเองโดยมิได้นัดหมาย
๔. วันนั้นเป็นวันมาฆปุณณมีดิถีเพ็ญกลางเดือนสาม และพระบรมศาสดาทรงประทานพระบรมพุทโธวาทซึ่งเรียกว่า "โอวาทปาฏิโมกข์" การประชุมสงฆ์ครั้งนั้นมีชื่อเล่าลือกันต่อมาในทางพระพุทธศาสนาว่า "จตุรังคสันนิบาต" ดังนั้นการประชุมสงฆ์ครั้งนั้นจึงนับว่า เป็นการประชุมครั้งสำคัญซึ่งฝังติดอยู่ในใจของพวกพุทธบริษัทสืบ ๆ ต่อกันมาไม่รู้ลืม คือทุกปีของวันเพ็ญกลางเดือนสาม พวกชาวพุทธบริษัททุกประเทศ นิยมบำเพ็ญกันเป็นงานมหากุศลประจำปี ซึ่งปัจจุบันนี้เรานิยมเรียกว่า "ทำบุญวันมาฆบูชา"

พระบรมพุทโธวาทที่เรียกว่า พระโอวาทปาฏิโมกข์ที่ยกขึ้นแสดงในวันมาฆบูชานั้น พระพุทธองค์ได้ทรงประพันธ์ไว้แบ่งได้เป็น ๓ คาถาครึ่ง ซึ่งเมื่อนับเป็นหัวข้อใหญ่ ๆ คงได้ ๑๒ หัวข้อพอดีดังนี้

พระคาถาที่หนึ่ง
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกขา
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
น หิ ปพฺพชิโต ปรูปฆาตี
สมโณ โหติ ปรํ วิเหฐยนฺโตฯ

๑. ขันติ คือความอดกลั้นเป็นตปะอย่างยอด
๒. ท่านผู้รู้ทั้งหลายกล่าวพระนิพพานว่าเป็นยอด
๓. ผู้ที่บวชแล้วยังนิยมการฆ่าและเบียดเบียนคนอื่น และสัตว์อื่นอยู่ไม่จัดว่าเป็นสมณะคือผู้สงบ ฯ

พระคาถาที่สอง

สพฺพปาปสฺส อกรณํ กุสลสฺสูปสมฺปทา
สจิตฺตปริโยทปนํ เอตํ พุทฺธาน สาสนํฯ

๔. การไม่ทำความชั่วทุกๆ อย่าง
๕. บำเพ็ญแต่กุศลคือความดีอย่างเดียว
๖. พยายามทำจิตของตนให้บริสุทธิ์จากเครื่องเศร้าหมอง
ทั้ง ๓ อย่างนี้เป็นคำสอน (ที่เป็นจุดมุงหมาย) ของท่านผู้รู้ทั้งหลาย

พระคาถาที่สาม

อนูปวาโท อนูปฆาโต ปาฏิโมกฺเข จ สํวโร
มตฺตญฺญุุตา จ ภตฺตสฺมึ ปนฺตญฺฺจ สยนาสนํ
อธิจิตฺเต จ อาโญโค เอตํ พุทฺธานสาสนนฺติฯ

๗. การไม่พูดจากระทบกระเทือนเปรียบเปรยกัน
๘. การไม่รังแกและทำร้ายกัน
๙. การสำรวมในปาฏิโมกข์
๑๐. การรู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร
๑๑. การยินดีแต่ในที่นั่งที่นอนอันสงัด
๑๒. การประกอบความเพียรในทางจิตอันสูงส่ง
ทั้ง ๖ ข้อนี้ก็เช่นกันเป็นคำสอน (ที่เป็นจุดมุ่งหมาย) ของท่านผู้รู้ทั้งหลาย ฯ
เพลงร้องสรรเสริญเวฬุวันมหาวิหาร

     พระเจ้าพิมพิสารมหาราชผู้เป็นอัครศาสนูปถัมภ์แห่งพุทธศาสนาทรงมีความโสมนัสและปรีดาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ทรงได้ยินและได้เห็นพวกพสกนิกรของพระองค์และต่างแคว้นสุดที่จะกำหนดและพรรณนาต่างได้ดื่มรสอมตธรรมคำสั่งสอนของพระบรมศาสดาดังที่พระองค์ได้ทรงปรารถนาไว้แต่ก็ทรงที่จะน้อยพระทัยมิได้ ในเมื่อนึกถึงพระนางเขมาอัครมเหสีผู้เป็นที่รักยิ่งของพระองค์ที่ยังทรงลุ่มหลงแต่รูปกายของตนว่างาม แต่ไม่ยอมติดตามพระองค์ไปเฝ้าพระบรมศาสดาเยี่ยงคนอื่นบ้าง พลางดำริดังนี้แล้ว พระองค์จึงทรงรับสั่งให้นักกวีเอกประจำพระราชสำนักแต่งเพลงสรรเสริญความงามของพระราชอุทยานเวฬุวัน เสร็จแล้วแล้วทรงรับสั่งให้จัดสรรหานักร้องชั้นยอดมาร้อง ณ สถานที่ใกล้กับปราสาทที่พระนางเขมาเทวีบรรทม
ผู้ใดมิได้เห็นพระมหาวิหารเวฬุวันอันน่ารื่นรมย์ ซึ่งเป็นสถานที่ประทับของพระสุคตเจ้าและเหล่าพระอริยสาวก เขาผู้นั้นชื่อว่าไม่ได้เห็นสวนนันทวัน (ของท้าวอมรินทร์สักกเทวราช)
ส่วนผู้ใดได้เห็นพระมหาวิหารเวฬุวัน อันเป็นสวนนันทวันที่น่าเพลิดเพลินของนรชน (ไซร้) ผู้นั้นชื่อว่าได้เห็นสวนนันทวันของท้าวอมรินทร์สักกเทวราช
พวกทวยเทพต่างทอดทิ้งสวนนันทวันลงมายังพื้นดิน พากันชมพระมหาวิหารเวฬุวันอันน่ารื่นรมย์ เพลินชมกันอย่างไม่รู้เบื่อ
พระมหาวิหารเวฬุวันอันเกิดขึ้นด้วยบุญของพระราชา อันงามสง่าด้วยเดชานุภาพของพระบรมศาสดา ใครเล่าจักกล่าวพรรณนาความงามนั้นให้ครบครันลงได้
ครั้นได้ทรงสดับเสียงเพลงสรรเสริญพระราชอุทยานเวฬุวัน ซึ่งไพเราะ และเพราะพริ้งเช่นนั้น พระนางก็ทรงเกิดความปรารถนาจะไปชมบ้าง ครั้นทรงพระดำริในพระทัยดังนี้แล้ว พระนางก็เสด็จไปกราบทูลลาพระราชสวามีให้ทรงทราบถึงความประสงค์ของพระนางทุกประการ

     พระเจ้าพิมพิสารมหาราชทรงดีพระทัยเป็นอย่างยิ่ง เมื่อพระองค์ได้ทรงสดับคำจากพระโอษฐ์ของน้องหญิงผู้เป็นที่รักกราบทูลเช่นนั้น พลันตรัสอนุญาตให้พระนางเสด็จไปได้ตามที่พระนางปรารถนา แต่ก่อนจะเสด็จไปได้ทรงเตือนพระสติว่า "ควรจะไปเฝ้าพระบรมศาสดาก่อนแล้วจึงค่อยเสด็จกลับ" พระนางไม่ทรงตอบรับและปฏิเสธประการใด เพราะเหตุดังนี้พระราชาจึงได้ทรงสั่งสำทับกับข้าราชบริพารผู้ตามเสด็จไปด้วยอีกต่อหนึ่งว่า "ถ้าพระอัครมเหสีไม่ทรงยอมพบพระบรมศาสดา จงกราบทูลเธอว่า นี่เป็นพระราชอาญาจากล้นเกล้า" ครั้นแล้วพระนางเขมาพร้อมด้วยข้าราชบริพารก็ได้เสด็จไปเที่ยวชมพระราชอุทยานในตอนเช้าของวันนั้น

 
Update เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๙
<< HOME | < Previous | 1 | 2 | 3 |4 | 5 | 6 | 7 | Next 5 >> | Last >>
พัฒนาเว็บถวายวัดไทยพุทธคยา-อินเดีย โดย... พระครูธรรมธร ดร.แอ๊ว สุธมฺมปาโล