พระเจ้าพิมพิสารทรงถวายพระราชอุทยานเวฬุวัน
ครั้นในกาลต่อมา เมื่อพระองค์ได้ทรงสดับพระธรรมเทศนาจากพระบรมศาสดาที่ชื่อว่า อนุปุพพิกถา และจตุราริยสัจจ ณ พระราชอุทยานสวนตาลหรือลัฏฐิวัน และในเวลาจบลงแห่งพระธรรมเทศนา พระองค์ได้บรรลุพระโสดาปัตติผลเป็นพระอริยบุคคลชั้นโสดาบัน ครั้นแล้วพระองค์จึงทรงกราบทูลอาราธนาพระบรมศาสดาพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้ง ๑๐๐๐ รูปที่ตามเสด็จมาด้วย เพื่อเสวยพระกระยาหารในพระราชนิเวศน์ในวันรุ่งขึ้น ครั้นพระองค์ทรงอังคาสพระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธองค์เป็นประธานในวันรุ่งขึ้นเสร็จแล้ว
ด้วยพระราชประสงค์ที่จะได้เห็นและฟังธรรมจากพระพุทธองค์อีกต่อไปแล้วด้วยพระราชอัธยาศัยที่ประกอบด้วยพระเมตตาและกรุณาที่มีต่อพสกนิกรที่จะได้มีโอกาสได้ฟังคำสั่งสอนและได้ดื่มรสอมตธรรมจากพระบรมศาสดาดังเช่นพระองค์ได้รับบ้าง
จึงทรงพิจารณาเห็นว่า "พระราชอุทยานเวฬุวันสถานที่ให้เหยื่อกระแต เป็นสถานที่เหมาะสมแด่พระพุทธองค์และพระอริยสงฆ์ทุกประการ เพราะพระราชอุทยานเวฬุวัน นอกจากจะอยู่ไม่ใกล้และไกลเกินไปนักจากพระราชวังแล้ว เวฬุวันยังมีทางคมนาคมไปมาสะดวกสำหรับพสกนิกรผู้มีความประสงค์จะเข้าไปเฝ้าและฟังธรรมจากพระพุทธองค์และพระอริยสงฆ์เหล่านั้น กลางวันผู้คนก็ไม่พลุกพล่าน ทั้งกลางคืนก็เงียบสงัดปราศจากเสียงเอะอะโวยวาย มีลมพัดเฉื่อย ๆ พอเย็นสบาย ผู้คนที่จะมารบกวนใจให้เสียสมาธิก็ไม่มี จึงสมควรอย่างยิ่งที่จะเป็นที่บำเพ็ญสมณธรรมของพระพุทธองค์ผู้ดำรงอยู่ในเพศสมณวิสัย" ครั้นมีพระดำริดังนี้แล้ว ด้วยพระราชหฤทัยที่ผ่องแผ้ว ค่อยๆ เสด็จเข้าไปใกล้พระบรมศาสดา พร้อมด้วยพระหัตถ์ขวาทรงจับพระเต้าทอง และทรงประคองด้วยพระหัตถ์เบื้องซ้าย ทรงหลั่งน้ำทักษิโณทกให้ค่อยๆ ตกลงบนฝ่าพระหัตถ์เบื้องขวาของพระบรมศาสดา พร้อมกับทรงเปล่งพระวาจาด้วยภาษาของพระองค์ว่า
"เอตาหํ ภนฺเต เวฬุวนํ อุยฺยานํ พุทฺธปฺปมุขสฺส"
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญหม่อมฉันขอน้อมถวายพระราชอุทยานเวฬุวันนั้น แด่พระภิกษุสงฆ์ซึ่งมีพระพุทธองค์เป็นประธาน ขอพระองค์ได้ทรงโปรดรับไว้เป็นพระอารามเถิด"
ทันทีที่พระเสียงดำรัสตรัสคำถวายพระราชอุทยานให้เป็นพระอาราม (วัด)จบพร้อมกับน้ำทักษิโณทกที่ตกลงบนฝ่าพระหัตถ์ของพระบรมศาสดาแม่พระธรณีก็ประพฤติอาการหวั่นไหวและสั่นสะเทือนประหนึ่งเหมือนจะบอกรับว่า"สาธุ"แทนพระพุทธองค์และภิกษุสงฆ์ทั้งหมดที่มาประชุมกันณที่นั้น
เวฬุวันคือวัดเริ่มแรกในพระพุทธศาสนา
พระพุทธองค์ครั้นทรงรับพระราชอุทยานเวฬุวันแล้ว จึงทรงแสดงธรรมิกถาให้พระเจ้าพิมพิสารทรงเห็นและทรงสมาทานอาจหาญรื่นเริงในกุศลสัมมาปฏิบัติในการที่ได้ทรงอุทิศพระราชอุทยานให้เป็นที่อยู่อาศัยของพระภิกษุสงฆ์ตามสมควรแก่เวลา ครั้นแล้วพร้อมด้วยพระอริยสงฆ์ทั้ง ๑,๐๐๐ รูปนั้นทูลลาพระเจ้าพิมพิสารเสด็จกลับไปประทับ ณ พระราชอุทยานเวฬุวัน และทรงอาศัยพระราชปรารถนาของพระเจ้าพิมพิสารบรมพิตรเป็นที่ตั้ง พระองค์ จึงทรงประชุมสงฆ์ประทานพุทธานุญาตให้รับวัดได้หากจะมีทายกทายิกา หรือท่านผู้หนึ่งผู้ใดก็ตามที่มีศรัทธาและเลื่อมใสสร้างถวาย ด้วยพระดำรัสว่า "อนุชานามิ ภิกฺขเว อารามํ" แปลว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราอนุญาต (ให้รับ) ซึ่งอารามได้ ดังนี้ และจำเดิมตั้งแต่นั้นมาพระราชามหาอำมาตย์ เศรษฐี มหาเศรษฐี ตลอดจนข้าราชการ พ่อค้าและประชาชนผู้ที่มีศรัทธา และเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา ก็ได้พากันสร้างวัดถวายให้แด่พระภิกษุสงฆ์สืบมาจนถึงทุกวันนี้ฯ
เสียงจากวัดเวฬุวันมหาวิหาร
ในระหว่างที่พระพุทธองค์เสด็จประทับอยู่ที่วัดเวฬุวันมหาวิหารนั้นกิตติศัพท์ของพระองค์อย่างนี้ว่า "พระผู้มีพระภาคเจ้า เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบด้วยตนเอง สมบูรณ์ด้วยวิชาและจรณะ เป็นผู้ไปดี มีความรู้เชี่ยวชาญทั้งคดีโลกและคดีธรรม อย่างที่จะหาใครมาเทียบไม่ได้ เป็นครูสอนทั้งเทวดาและมนุษย์ ฯลฯ พระองค์ทรงแสดงธรรมได้ไพเราะเพราะพริ้งนัก ฟังแล้วไม่รู้จักเบื่อตั้งแต่ต้นจนจบ ธรรมปริยายเป็นอันมาที่พระองค์ทรงแสดงแล้วเปรียบเหมือนการหงายของที่คว่ำอยู่ เปิดของที่มีสิ่งอื่นปิดไว้ บอกทางแก่คนหลงทาง หรือจุดไฟไว้ในที่มืด ๆ คำสั่งสอนของพระองค์ปราศจากกิ่งและใบปราศจากเปลือกและกระพี้ มีแต่แก่นแท้ๆ ปรากฏอยู่ดังนี้เป็นต้น ได้กระพือไปทั่ว จากพระราชวังไปยังนอกพระราชวัง จากนอกพระราชวังไปสู่ตามหัวเมืองและชนบทน้อยใหญ่ ประชาชนทุกชั้นทุกเพศและวัย ต่างก็ได้พากันหลั่งไหลมายังวัดเวฬุวันมหาวิหารเป็นประจำมิได้ขาดฯ"
ครั้นอยู่มาวันหนึ่ง ในขณะที่พระบรมศาสดาประทับนั่งแสดงพระธรรมเทศนาแก่พวกพุทธบริษัทอยู่นั่นเอง อุปติสสะและโกลิตะ หรือสารีบุตรและโมคคัลลานะพร้อมด้วยบริวาร ๒๕๐ คน ได้เข้าเฝ้าและนั่ง ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง ครั้นนั่งเรียบร้อยแล้ว จึงกราบทูลขอบรรพชาและอุปสมบทต่อองค์สมเด็จพระบรมศาสดา พระพุทธองค์จึงทรงอนุญาตให้ท่านทั้ง ๒ พร้อมด้วยบริวาร ๒๕๐ คน เป็นพระภิกษุในพระพุทธศาสนาได้ด้วยพระวาจาว่า "ขอเธอทั้งหลายจงเป็นภิกษุมาเถิด ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว ขอเธอทั้งหลายจงประพฤติพรหมจรรย์เพื่อทำให้สิ้นทุกข์เถิด" ด้วยพระวาจาดังกล่าวมานี้ สารีบุตรและโมคคัลลานะพร้อมด้วยบริวาร ๒๕๐ คน ก็ได้เป็นพระภิกษุในบวรพุทธศาสนา ซึ่งได้รับการอุปสมบทเป็นครั้งแรกในวัดเวฬุวันมหาวิหาร
ครั้นเสร็จพิธีการบรรพชาและอุปสมบทแล้ว พระพุทธองค์ก็ได้ทรงแสดงธรรมเทศนาต่อไปและในที่สุดแห่งพระธรรมเทศนา ปรากฏว่าพระภิกษุ ๒๕๐ ยกเว้นพระสารีบุตรและพระมหาโมคคัลลานะก็ได้บรรลุพระอรหัตตผลสิ้นความเศร้าหมองทุกประการ พระมหาโมคคัลลานะหลังจากบรรพชาและอุปสมบทแล้วได้ ๗ วันจึงได้บรรลุพระอรหัตต์
ส่วนพระสารีบุตรหลังจากบรรพชาและอุปสมบทแล้วได้ ๑๕ วันและในวันที่ ๑๕ นั่นเอง ในขณะที่ท่านนั่งอยู่ถวายงานพัด ณ เบื้องหลังพระปฤษฎางค์แห่งพระบรมศาสดา ได้ฟังพระธรรมเทศนาที่มีชื่อว่า "เวทนาปริคคหสูตร" ที่พระพุทธองค์ทรงแสดงแก่ทีฆนขะปริพพาชกผู้เป็นหลายชาย ณ ถ้ำสุกรขาตาบนเขาคิชฌกูฏ ท่านดำริในในใจว่า พระบรมศาสดาทรงสอนให้ละการยึดมั่นถือมัน ในธรรมทุกๆ อย่างด้วยปัญญาอันรู้ยิ่ง เมื่อท่านพิจารณาอยู่อย่างนั้น ด้วยความไม่ยึดมั่นจิตของท่านก็พลันหลุดพ้นจากความเศร้าหมองทุกประการ คือสำเร็จแห่งความเป็นพระอรหันต์ซึ่งตรงกับเวลาเที่ยงวันพอดี ครั้นแล้วพระพุทธองค์ก็ได้เสด็จลงจากภูเขาคิชฌกูฏไปประทับ ณ เวฬุวันมหาวิหาร