กลับไปหน้าหลัก | HOME  
หน้า ๙ | Page 9
กรุงราชคฤห์

ส่งพระอริยสาวกไปประกาศพระศาสนา

เมื่อพระอรหันต์สาวกมีมากขึ้นเช่นนั้น ซึ่งพอจะช่วยกันประกาศพระศาสนาให้เป็นประโยชน์แก่ปวงชนได้ พระทศพลจึงตรัสแก่ภิกษุทั้งหลายว่า “เราได้พ้นแล้วจากบ่วงทั้งปวง ทั้งที่เป็นของทิพย์และของมนุษย์ แม้เธอทั้งหลายก็เหมือนกัน ดังนั้น เพื่อประโยชน์และความสุขแก่ชนเป็นอันมาก ท่านทั้งหลายจงเที่ยวไปในชนบท แต่อย่ารวมกันไป ๒ รูป โดยทางเดียวกัน ฯลฯ จงแสดงธรรมมีคุณงามในเบื้องต้น ท่ามกลางและที่สุด จงประกาศพรหมจรรย์ พร้อมทั้งอรรถและพยัญชนะ ให้บริสุทธิ์ บริบูรณ์ สิ้นเชิง แม้พระตถาคตก็จะไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม”
ทรงอนุญาตติสรณคมนูปสัมปทา

พระพุทธองค์ทรงเห็นความลำบากของพระภิกษุสงฆ์ ที่พระองค์ส่งไปประกาศพระศาสนา และกุลบุตรผู้มีศรัทธาจะบรรพชาอุปสมบท ซึ่งต่างต้องเดินทางกันมาเฝ้า จึงทรงเรียกประชุมสงฆ์ และทรงอนุญาตให้ภิกษุเหล่านั้นดำเนินการบรรพชาอุปสมบทได้เอง โดยให้กุลบุตรที่ประสงค์จะบรรพชาอุปสมบทเหล่านั้นโกนผม โกนหนวด นุ่งห่มผ้าย้อมน้ำฝาด ห่มเฉวียงบ่าด้านขวา กราบเท้าภิกษุ เปล่งวาจาบ่งถึงพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ เป็นที่พึ่ง ๓ ครั้ง ดังที่เรียกว่า “ติสรณคมนูปสัมปทา” ก็เป็นอันเสร็จพิธีบรรพชาอุปสมบท เสด็จอุรุเวลาเสนานิคม

ครั้นพระบรมศาสดาประทับอยู่ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี ตามสมควรแก่เวลาแล้ว เสด็จไปโดยหนทางที่จะไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ระหว่างทางเสด็จเข้าไปพักที่ไร่ฝ้าย ประทับนั่งใต้ร่มไม้ และได้ทรงเทศนากลับใจพวกภัททวัคคีย์ สหายทั้ง ๓๐ คน จากการแสวงหาหญิง ให้เปลี่ยนมาเป็นการแสวงหาตนประเสริฐกว่า ทรงตรัสอนุปุพพิกถาและจตุราริยสัจจ์ ให้พวกภัททวัคคีย์ ทั้ง ๓๐ คน เกิดดวงตาเห็นธรรมแล้วทรงประทานบรรพชาอุปสมบทให้ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทา แล้วส่งภิกษุทั้งหมดนั้นไปประกาศพระศาสนา
ส่วนพระพุทธองค์เสด็จมุ่งตรงไปยังตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ได้ทรงขออนุญาตต่ออุรุเวลกัสสปะเพื่อพักอาศัยสถานที่บูชาไฟ กว่าจะสำเร็จได้ต้องอ้อนวอนถึง ๓ ครั้ง ๓ หน

โดยพระพุทธองค์ทรงหวังผลเพื่อที่จะให้อุรุเวลกัสสปคลายจากมานะทิฏฐิ ที่คิดว่าตนเป็นพระอรหันต์ โดยพระพุทธองค์ทรงแสดงอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ถึง ๓,๕๐๐ ประการ เป็นเวลานานถึง ๒ เดือน เช่นทรงจับพญานาคตัวร้ายกาจ ขดลงไว้ในบาตรให้เหล่าชฎิลได้เห็นเป็นเบื้องต้นและครั้งสุดท้าย เมื่อฝนตกน้ำท่วมใหญ่ พระองค์ทรงบันดาลให้น้ำแหวกไป แล้วทรงจงกรมในพื้นที่อันมีฝุ่นฟุ้งขึ้นตอนกลาง อิทธิฤทธิ์อัศจรรย์เห็นปานนี้ของพระพุทธองค์ ก็ยังไม่ทรงสามารถให้อุรุเวลกัสสปชฏิล สิ้นทิฏฐิและมานะว่า ตนนั้นไม่ใช่พระอรหันต์ พระองค์ทรงพระดำริว่า ถ้ากระไร เราพึงให้ชฏิลนี้เกิดความสลดใจ จึงตรัสว่า ดูกร กัสสป ตัวท่านมิได้เป็นพระอรหันต์ แม้แต่ทางจะไปสู่ความเป็นพระอรหันต์ ท่านก็ยังไม่พบ แม้การปฏิบัติของท่านที่จะเป็นเหตุให้เป็นพระอรหันต์ หรือให้พบทางแห่งความเป็นพระอรหันต์ นั้นก็ไม่มี

ทันทีที่พระพุทธองค์ตรัสเตือนจบ อุรุเวลกัสสปะซบเศียรลงแทบพระบาทยุคลกราบทูลว่า “ข้าแต่องค์พระสุคต ข้าพระองค์ขอบรรพชาและอุปสมบทในสำนักพระพุทธองค์พระพุทธเจ้าข้า” พระบรมศาสดาจึงตรัสว่า “อุรุเวลกัสสปะ ในฐานะที่ท่านเป็นประธานและอาจารย์แก่ศิษย์ถึง ๕๐๐ คนจงไปบอกและสนทนากัน และศิษย์ของท่านเหล่านั้นจะทำกันตามที่เข้าใจ”

อุรุเวลกัสสปะได้ไปแจ้งความประสงค์ต่อศิษย์ของตนเหล่านั้น และพร้อมใจกันทั้งศิษย์และอาจารย์ ลอยเครื่องบริขารของชฏิลทั้งหมดลงในแม่น้ำเนรัญชรา และต่างพากันเข้าไปเฝ้าพระบรมสุคต กราบทูลขอบรรพชาและอุปสมบท พระพุทธองค์ทรงประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ แล้วตรัสต่อไปว่า “ธรรมอันเรากล่าวดีแล้ว พวกเธอจงประพฤติพรหมจรรย์ เพื่อทำที่สุดทุกข์โดยชอบเถิด”
ฝ่ายนทีกัสสปะ ผู้น้องชายกลางได้เห็นผมและบริขารของชฏิลทั้งหลายลอยน้ำมา เกิดความกังขาว่า เกิดอันตรายแก่พี่ชาย จึงพร้อมด้วยชฎิลทั้งหลาย เดินทางเข้าไปหา

ครั้นถามแล้วได้ความว่าพรหมจรรย์นี้ประเสริฐ เกิดศรัทธาเลื่อมใส พร้อมใจกันลอยผมและบริขารในท้องธารเนรัญชรา แล้วเข้าไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลขอบรรพชาและอุปสมบท พระสุคตก็ทรงโปรดประทานให้ด้วยเอหิภิกขุอุปสัมปทาทั้งสิ้น ดุจชฎิลพวกก่อนนั้น
ส่วนคยากัสสปะ ผู้น้องสุดท้อง ได้เห็นผมและเครื่องบริขารของชฎิลลอยล่องน้ำมา จินตนาดุจกัสสปะผู้พี่แล้ว พาดาบสซึ่งเป็นบริวารทั้ง ๒๐๐ คนเข้าไปหาพระอุรุเวลกัสสปะ ผู้พี่ชายใหญ่ ครั้นถามได้ความว่า พรหมจรรย์นี้ประเสริฐยิ่ง จึงพร้อมใจกันลอยบริขารของชฎิลทั้งหมดทิ้งลงในแม่พระคงคาแล้วพากันไปเฝ้าพระบรมศาสดา กราบทูลขอบรรพชาและอุปสมบท พระบรมสุคตก็ทรงประทานให้ ตามนัยหนหลัง

พระบรมศาสดา ประทับอยู่ ณ ตำบลอุรุเวลาตามพระอัธยาศัย พร้อมด้วยพระสงฆ์หมู่ใหญ่ เสด็จไปยังภูเขาคยาสีสะ ประทับอยู่ ณ สถานที่นั้น พร้อมด้วยภิกษุ ๑,๐๐๐ องค์ และเมื่อทรงสั่งสอนภิกษุเหล่านั้นจนมีอินทรีย์แก่กล้า ควรแก่การเจริญวิปัสสนา เพื่อความสิ้นไปแห่งกิเลสทั้งหลายได้ สมเด็จพระไตรโลกนาถจึงตรัส อาทิตตปริยายสูตร พอจบลง พระสงฆ์ทั้ง ๑,๐๐๐ รูปนั้น ก็บรรลุพระอรหันต์ พร้อมกันทั้งสิ้น

 
 

<< First | < Previous 1 | 2 | 3 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 10 | 11 Next 10 >> | Last >>
     
พัฒนาเว็บถวายวัดไทยพุทธคยา-อินเดีย โดย... พระครูธรรมธร ดร.แอ๊ว สุธมฺมปาโล