ฝ่ายพระยามารตัวหัวหน้า ได้ทัศนาความมหัศจรรย์เช่นนั้น พลันเกิดความกลัวจนตัวสั่นต่อเดชะพระบารมี คิดว่า อันผลทานศีลบารมีเป็นต้นของพระมหาบุรุษสิทธัตถะ ที่ยกขึ้นมาอ้างนี้ เกิดเป็นมหิทธิฤทธิ์สามารถให้ตนสำเร็จกิจตามที่ปรารถนาทุกประการ มีใจเบิกบานยิ่ง พร้อมกันนั้นก็ทิ้ง สรรพาวุธทั้งหมด ยกพระหัตถ์ทั้ง ๒,๐๐๐ ขึ้นจดพระพักตร์น้อมนมัสการเป็นสารคาถาว่า “นโม เต ปุริสาชญฺญ” เป็นอาทิ
ข้าแต่พระองค์ผู้บุรุษชาติอาชาไนย ข้าพระพุทธเจ้าขอถวายวันทนาด้วยกายวจีและใจ ต่อ พระองค์เป็นต้น แล้วเสด็จลากลับไปยังเทวพิภพของตน
พระบรมโพธิสัตว์ยังหมู่มารให้ปราชัยในเวลาพระอาทิตย์ยังไม่อัสดงคต และด้วยพลังแห่งปีติและโสมนัสอันแรงกล้าที่เกิดแต่การเอาชนะพระยามารและเสนาทรงตั้งสมาธิจิตเจริญภาวนามั่นและทรงได้บรรลุญาณทั้ง ๓ ตามลำดับ คือ ปุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ ดับอาสวกิเลสเป็นสมุจเฉทประหาร สำเร็จอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ระยะกาลใกล้รุ่งพอดี และ พระองค์ทรงประทับเสวยวิมุตติสุขบนพระบัลลังก์ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิแห่งนี้ตลอด ๗ วัน
ครั้นล่วง ๗ วัน จึงเสด็จจากพระรัตนบัลลังก์นั้น ไปประทับยืนอยู่ทางทิศอีสาน ทอดพระเนตร โพธิบูชาเป็นเวลา ๗ วันและสถานที่แห่งนั้นจึงมีชื่อเรียกว่า อนิมมิสเจดีย์
ครั้นแล้วพระองค์เสด็จจงกรมกลับไปกลับมาอยู่ในระหว่างแดนพระศรีมหาโพธิ และอนิมิสเจดีย์ ตลอด ๗ วัน สถานที่แห่งนั้นเรียกว่า รัตนจงกรมเจดีย์
ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว พระองค์เสด็จไปประทับนั่งขัดสมาธิพิจารณาพระอภิธรรมปิฎก ณ เรือนแก้วซึ่งอยู่ทางทิศพายัพของต้นพระศรีมหาโพธิ ตลอด ๗ วัน สถานที่แห่งนั้น เรียกว่า รัตนฆรเจดีย์
ต่อแต่นั้น พระองค์ได้เสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชรา ไปประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ณ ภายใต้ร่มไม้ อชปาลนิโครธ ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ
ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว เสด็จออกจากร่มไม้อชปาลนิโครธ ข้ามฝั่งแม่น้ำเนรัญชราไปยังต้นไม้มุจลินท์ (ไม้จิก) ซึ่งอยู่ทางทิศหรดีของต้นอชปาลนิโครธ ทรงประทับนั่งเสวยวิมุตติสุข ตลอด ๗ วัน
ครั้นล่วง ๗ วันแล้ว เสด็จออกจากร่มไม้มุจลินท์ ไปยังร่มไม้เกต (ราชายตนะ) ซึ่งอยู่ทางทิศใต้ของต้นไม้มุจลินท์ เสด็จประทับนั่งเสวยวิมุติสุขอยู่ ณ ที่นั้นเป็นเวลา ๗ วัน ซึ่งเป็นสัปดาห์อวสานครบ ๔๙ วันพอดี
ครั้นแล้ว พระพุทธองค์ เสด็จออกจากร่มไม้ราชายตนะกลับไปที่อชปาลนิโครธ ทรงประทับนั่งพิจารณาธรรมที่พระองค์ได้ตรัสรู้แล้วนั้นว่า เป็นธรรมสุขุมคัมภีรภาพมาก ยากที่หมู่สัตว์ผู้ยังมีจิตข้องอยู่ในกามคุณ ราคาทิกิเลสจะรู้ตามได้ พระหฤทัยจึงน้อมไปเพื่อความเป็นผู้ขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อจะแสดงธรรม
แต่ทรงอาศัยพระกรุณาในหมู่สัตว์
ครั้นทรงตรวจสอบไปมาด้วยพระปัญญาญาณ จึงทรงทราบชัดว่า ยังมีหมู่สัตว์เป็นจำนวนมากที่มีกิเลสเบาบาง มีอินทรีย์แก่กล้า ฯลฯ สามารถจะรู้ตามธรรมพิเศษที่เทศนาสั่งสอนได้
พระหฤทัยจึงดำริถึงพระดาบสทั้ง ๒ ที่พระพุทธองค์ได้เคยไปศึกษา แต่ปรากฏว่า ท่านอาฬารดาบสได้ทำกาละเมื่อ ๗ วันที่แล้ว ส่วนพระอุทกดาบส ก็ได้ทำกาละไปเมื่อคืนนี้
พระพุทธองค์จึงทรงพระอนุสรณ์ถึงปัญจวัคคีย์ต่อไป และได้ทรงทราบว่าท่านทั้ง ๕ เหล่านั้นขณะนี้ได้อยู่อาศัยที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน แขวงเมืองพาราณสี |
|
|
|
| |
|