กลับไปหน้าหลัก | HOME  
หน้า ๔ | Page 4
กรุงราชคฤห์

เมื่อพระบรมโพธิสัตว์ ได้บรรลุรูปฌาน ๔ และอรูปฌาน ๔ แล้ว ทรงตรวจสอบและตรวจทาน ครั้นทรงเห็นว่า ไม่เป็นไปเพื่อพระสัมมาสัมโพธิญาณ จึงทรงลาพระอาจารย์และเสด็จไปจากสำนักนั้น แล้วทรงมุ่งหน้าไปยังคยาสีสะประเทศ ประทับอยู่ชั่วระยะหนึ่งแล้วจึงทรงแสวงหาสถานที่เหมาะสมแก่การปฏิบัติธรรม พลันบรรลุถึงตำบลอุรุเวลาเสนานิคม ทรงพิจารณาเห็นว่า เหมาะสมในการที่จะอาศัยอยู่ปฏิบัติธรรมได้ดี เพราะเป็นสถานที่ราบรื่น มีแนวป่าและพื้นหญ้าเขียวสด น่าเบิกบานใจ กับทั้งมีแม่น้ำไหลใสสะอาด และมีท่าอันน่ารื่นรมย์ ทั้งมีหมู่บ้านที่เหมาะสมสำหรับจะได้อาศัยเที่ยวภิกขาจารก็ตั้งอยู่ไม่ไกล แม้กระทั่งผู้คนที่อยู่อาศัยแถวนี้ท่าทางใจดีเกือบทุกคน จึงทรงตัดสินพระทัยเลือกเป็นที่ประทับและปฏิบัติธรรม

ในขณะที่พระองค์ทรงรีบกระทำมหาปธานความเพียรอยู่นั้น เหล่าพระปัญจวัคคีย์กล่าวคือ ท่านโกณฑัญญะ วัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และท่านอัสสชิ ที่ได้พยายามตามหาพระมหาบุรุษไปในประเทศเขตคามนิคมต่าง ๆ จนได้มาพบองค์พระมหาบุรุษ ณ ตำบลอุรุเวลาเสนานิคมนี้ และมีความคิดเห็นเป็นอันเดียวกันว่า พระองค์คงจะได้ตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอย่างแม่นมั่น จึงพร้อมใจกันเข้าไปสู่สำนัก และกระทำการปรนนิบัติอุปัฏฐากด้วยประการต่าง ๆ ตามที่ตนเห็นเหมาะสม โดยมิต้องให้พระองค์ทรงกังวล

พระมหาบุรุษทรงพระดำริว่า อาตมะจะต้องทำทุกกรกิริยาให้ถึงที่สุด และกระทำอย่างอุกฤษฏ์ยิ่งกว่าผู้ใด
เริ่มต้น ทรงกดพระทนต์ด้วยพระทนต์ กดพระตาลุด้วยพระชิวหา จนพระเสโทไหลออกทางพระกัจฉะ แม้พระองค์จะทรงได้รับทุกขเวทนาเช่นนั้น ก็ยังมีพระสติตั้งมั่นไม่ท้อถอย ครั้นทรงเห็นว่า การกระทำอย่างนั้น ไม่ใช่ทางตรัสรู้ จึงทรงเปลี่ยนดูโดยทำอย่างอื่น

ขั้นที่สอง เริ่มทดลองผ่อนกลั้นลมอัสสาสะปัสสาสะ เมื่อลมเดินไม่สะดวกจนทำให้ทรงปวดพระเศียร เสียดในพระอุทรและร้อนในพระวรกาย แม้ได้เสวยทุกขเวทนากล้าถึงเพียงนี้พระองค์ก็ยังทรงมีพระสติเต็มที่ ปรารภความเพียรไม่ย่อหย่อน ครั้นพระองค์ทรงเห็นว่าไม่เป็นทางแห่งการตรัสรู้ พระองค์จึงคิดเปลี่ยนดูเป็นวิธีแบบใหม่

ขั้นสุดท้ายคือขั้นสำคัญ พระองค์ทรงเริ่มอดพระกระยาหาร ผ่อนเสวยแต่วันละน้อยๆ จนพระวรกายเหี่ยวแห้ง พระฉวีวรรณก็เศร้าหมอง เหลือแต่พระจัมมะที่คลุมปะอยู่ทั่วพระกาย จนกระทั่งจะเสด็จไปทางไหนก็ซวนเซล้ม พระองค์ทรงบำเพ็ญทุกรกิริยาอย่างอุกฤษ์อย่างนี้เกือบ ๖ ปี จนแทบจะเอาพระชีวีไม่รอด จึงทรงพระดำริว่า ถ้าขืนกระทำอย่างนี้ต่อไป สิ่งเดียวที่อาตมะจะได้ ก็คือความตาย แทนที่จะได้บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณ จึงทรงเลิกกระทำวิธีโง่ๆ เหล่านั้น และแล้วในวันรุ่งขึ้นก็ทรงเริ่มออกบิณฑบาตและเสวยพระกระยาหาร

ฝ่ายปัญจวัคคีย์ ครั้นได้เห็นว่าพระมหาบุรุษทรงสละความเพียรอย่างอุกฤษ์ที่บำเพ็ญมาเกือบ ๖ พรรษา แล้วกลับมาฉันพระกระยาหารอีก คงจะหมดโอกาสอันสำคัญที่จะได้ตรัสรู้ซึ่งพระโพธิญาณ จึงพร้อมใจกันเลิกการเฝ้าอุปัฏฐาก ถือเอาบาตรและจีวรของตน พากันเดินทางไป ๑๕ โยชน์ จนถึงป่า อิสิปตนมฤคทายวัน เมืองพาราณสี และได้อาศัยอยู่ ณ ตำบลนั้น
ส่วนพระมหาบุรุษ เมื่อเหล่าปัญจวัคคีย์พากันหลีกไป พระองค์ก็ทรงได้ซึ่งกายวิเวกประมาณ ๑๕ วัน และแล้วในวันเพ็ญวิสาขมาส กลางเดือน ๖ นั่นเอง ในยามเช้าหลังจากทรงบ้วนพระโอษฐ์ สรงพระพักตร์และลงพระบังคล พระองค์ก็เสด็จเข้าไปประทับ ณ ภายใต้ต้นไทร

ฝ่ายนางปุณณทาสี สาวใช้ของนางสุชาดา ไปสู่สถานที่นั้นเพื่อทำความสะอาดก่อนที่จะนำของไปเซ่นสรวงต่อเทพยดา เห็นพระโพธิสัตว์ประทับนั่ง มีพระรัศมีแผ่จากพระวรกายออกมาทั่วปริมณฑลนิโครธพฤกษ์ จึงนึกว่า วันนี้เทพยดาเสด็จออกมาจากต้นไทร เห็นจะมาประทับรอรับของเซ่นสรวง ที่เจ้านายได้มาทำสัญญาไว้แต่นานปีมาแล้ว เป็นแน่ ด้วยความดีใจอย่างเต็มแก่ วิ่งบ้างเดินบ้างตามทางหัวคันนารีบไปบอกเหตุนั้นแก่นางสุชาดาตามที่ตนได้ประจักษ์

ฝ่ายนางสุชาดานายรัก ครั้นได้สดับเรื่องเช่นนั้นพลันเกิดปีติและโสมนัสอย่างแรงกล้า พลันเปล่งวาจาออกไปด้วยความดีใจว่า “ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ฉันขอยกเธอขึ้นเป็นลูกสาวคนใหญ่ของฉัน” แล้วพลันให้เครื่องประดับตบแต่งสมกับเป็นตำแหน่งลูกสาวคนโตของนาง และพลางรับสั่งให้ลูกสาวเข้าไปนำถาดทองคำมาชำระล้างให้สะอาด แล้วค่อยบรรจงใส่ข้าวมธุปายาส จนเต็มถาดพอดีด้วยมือตนเอง ให้นำถาดทองอีกใบหนึ่งมาปิดลงเป็นฝา และนำเอาผ้าขาวใหม่ที่สะอาดมาห่อหุ้มอีกชั้นหนึ่ง เสร็จแล้วนางจึงรีบชำระร่างกายใส่อาภรณ์ประดับตน เทินข้าวมธุปายาสที่บรรจุในถาดทองคำใบนั้นขึ้นบนศรีษะ รีบลงจากเคหะสถานพร้อมด้วยลูกสาวคนโตและบริวาร มุ่งตรงไปยังสถานที่ที่พระบรมโพธิสัตว์ประทับ พอเดินเข้าไปไม่ไกลนัก เห็นจริงประจักษ์ว่าเป็นรุกขเทวดา ตามที่ปุณณาลูกสาวบอกเล่าทุกประการ

ด้วยพลังปีติและโสมนัสอันโอฬาร พลันย่อกายยกมือทั้งสองขึ้นนมัสการเข้าไปแต่ไกล พอเข้าไปถึงที่ใกล้ได้ระยะ นางจึงเอามือทั้งสอง ค่อยประคองถาดทองคำที่บรรจุเต็มด้วยข้าวมธุปายาสลงจากศรีษะ วางไว้ทางข้างซ้ายด้านหน้า แล้วนั่งผจงเอาผ้าที่ห่อหุ้มและฝาถาดทองคำที่ปิดออกวางไว้ข้างหนึ่ง เสร็จแล้วนางจึงนำคนโทที่ใส่น้ำหอมลอยด้วยดอกสุมนบุปผาชาติ เพื่อล้างพระหัตถ์พระบรมโพธิสัตว์ก่อนที่จะถวายข้าวมธุปายาส เสร็จแล้วเข้าไปใกล้พอได้หัตถบาส จึงประคองยกถาดทองรองข้าวมธุปายาส น้อมถวายวางลงบนพระหัตถ์ เนื่องจากพระมหาสัตว์มิได้นำบาตรติดตัวมา พลางทอดพระเนตรมองดูนางสุชาดา
นางสุชาดาประสบตาก็ทราบพระอาการเช่นนั้น พลันกราบทูลว่า “ท่านเพคะ หม่อมฉันขอถวายข้าวมธุปายาสพร้อมทั้งถาดทองที่รองใส่ ขอพระองค์โปรดรับและนำไป ตามพระหฤทัยปรารถนาเถิด เพคะ” พร้อมกับยกมือทั้งสองขึ้นวันทนาถวายพระพรว่า “ความปรารถนาของหม่อมฉันสำเร็จเช่นใด ขอมโนรถที่พระองค์ปรารถนาไว้ จงสมพระหฤทัยดุจนั้นด้วยเทอญ” แล้วก้มศีรษะลงกราบบังคมลาพร้อมด้วยปุณณาและปริวารกลับไปยังสถานที่อยู่ของตน

ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์ก็เสด็จลุกขึ้นจากอาสนะ ทรงกระทำประทักษิณต้นไทร ๓ รอบ แล้วทรงถือถาดทองคำที่บรรจุเต็มด้วยข้าวมธุปายาส เสด็จลีลาศไปยังแม่น้ำเนรัญชรา ครั้นเสด็จลงสรงจนผาสุกใจแล้ว เสด็จขึ้นไปประทับ ณ ริมฝั่ง นั่งหันพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก และทรงเริ่มเสวยข้าวมธุปายาสในถาดทองคำจนหมด กำหนดได้ ๔๙ ปั้น (คำ) พอดี แล้วทรงจับถาดทองคำ พร้อมกับทรงกระทำการอธิษฐานว่า

“ถ้าหากข้าพเจ้าจักได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำขึ้นไป ถ้าหากไม่สมประสงค์แล้วไซร้ ขอให้จงลอยล่องไปตามกระแสนทีด้วยเทอญ”

ทันใดนั้น ถาดทองคำก็ลอยทวนกระแสน้ำไปได้ประมาณ ๘๐ ศอก และไปหยุดจมลงในเส้นดิ่งตรงกับต้นพระศรีมหาโพธิที่ตรัสรู้พอดี สมดังคำอธิษฐาน ทรงดีพระทัยเป็นยิ่งนัก และได้เสด็จขึ้นไปประทับ ณ บริเวณป่าไม้รังแถวนั้นจนเวลาบ่ายและเย็น จึงเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชรา ทรงผินพระพักตร์ไปยังแดนมหาโพธิระหว่างทางทรงรับหญ้ากุสะ ๘ กำมือ จากโสตถิยพราหมณ์ แล้วเสด็จตรงไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ ทรงลาดหญ้ากุสะ ๘ กำมือนั้น ทำเป็นที่ประทับนั่ง ณ ด้านทิศตะวันออก พร้อมกับทรงอธิษฐานพระหฤทัยว่า

“ถึงเลือดและเนื้อจะเหือดแห้งไป จะยังคงเหลืออยู่แต่เพียงหนัง เส้นเอ็นและกระดูกก็ตามที หากข้าพเจ้ายังมิได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ข้าพเจ้าจะมิยอมลุกขึ้นจากรัตนบัลลังก์นี้”

ด้วยอำนาจสัจจวาจาอธิษฐาน ที่พระบรมโพธิสัตว์ทรงยกเอาพระชีวันขึ้นอ้างเป็นเดิมพัน อาสนะหญ้ากุสะที่พระองค์ทรงปูลาดนั้น พลันกลับกลายเป็นรัตนบัลลังก์ทันที
ฝ่ายพระยาวัสวดีมารผู้มีจิตริษยา ซึ่งคอยเฝ้าติดตามพระบรมโพธิสัตว์อยู่ตลอดเวลา ด้วยเกรงว่า พระมหาบุรุษจะพ้นจากอำนาจแห่งตน จึงยกพลเสนาหมู่ใหญ่เข้าผจญ โดยการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์และกลอุบายต่างๆ นานัปการ เพื่อจะไล่ให้พระมหาบุรุษเสด็จลุกหนีไปจากรัตนบัลลังก์
แต่การกระทำของพระยาวัสวดีมารนั้น ยิ่งกลับทำให้พระองค์มีพระทัยมั่นคงยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ ทรงประทับนั่งขัดสมาธิมั่น พลันพระสติรำลึกถึงพระบารมี ๑๐ ทัศน์ พร้อมกับใช้นิ้วพระหัตถ์ข้างขวา ชี้แม่พระธรณีตรงด้านหน้าพระชานุเป็นพยาน

แม่พระธรณีแม้ไม่มีวิญญาณ ยังออกมาขานรับ บันดาลเป็นรูปเยาวนารี แล้วเอามือจับและบีบน้ำในโมลีแห่งตน พลันกระแสชลก็หลั่งไหล พัดพาพระยามารพร้อมด้วยเสนาให้แตกพ่าย ลอยน้ำไปคนละทิศละทาง
   

 
 

<< First | < Previous 1 | 2 | 3 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 Next 5 >> | Last >>
     
พัฒนาเว็บถวายวัดไทยพุทธคยา-อินเดีย โดย... พระครูธรรมธร ดร.แอ๊ว สุธมฺมปาโล