กลับไปหน้าหลัก | HOME  
หน้า ๓ | Page 3
กรุงราชคฤห์

พระบรมโพธิสัตว์เสด็จไปตามท้องถนนด้วยพระยุคลบาท ทรงก้าวไปอย่างแช่มช้าแต่สง่าด้วยพระสายตาที่ทอดไปชั่วแอก เมื่อทรงรับบิณฑบาตได้พอประมาณแก่อัตตภาพแล้ว ก็เสด็จออกจากพระนครโดยทางประตูแรกที่พระองค์เสด็จเข้า ทรงมุ่งพระพักตร์ดำเนินตรงไปยังภูเขาปัณฑวะ ทรงประทับนั่งหันพระพักตร์ไปทางข้างบรรพต ซึ่งปรากฏว่ามีหน้าภูผา ซึ่งหันหน้าไปทางทิศบูรพา อันหน้าร่มรื่นสำราญพระกาย พอเปิดฝาบาตรทรงมองดูพระกระยาหาร เกือบจะเสวยไม่ลง เพราะเหตุพระองค์เคยเสวยแต่ประณีตโภชนาหาร จึงประทานโอวาทแก่พระองค์เองว่า “ตนเป็นบรรพชิตเห็นปานฉะนี้และเที่ยวบิณฑบาต ไฉนจะได้โภชนาหารอันสะอาดและประณีตมาแต่ที่ใดเล่า”

ครั้นแล้ว ก็ทรงมีพระสติปราศจากความรังเกียจในภัตตาหาร ทรงปัจเวกขณ์ในปฏิกูลสัญญา ๙ ประการ แล้วก็เสวยมิสกภัตตาหารบิณฑบาตมื้อนั้น อย่างมีรสโดยมิได้ทรงรังเกียจ อันเป็นอาหารมื้อแรกตั้งแต่ทรงบรรพชามาได้ ๘ วัน

ฝ่ายราชบุรุษของพระราชาผู้ติดตามและได้เห็นเหตุการณ์ทั้งหลายโดยตลอด จึงแบ่งกันออกเป็น ๒ พวก พวกหนึ่งคอยเฝ้าจับตาดูพระบรมโพธิสัตว์ต่อไป อีกพวกหนึ่งรีบกระวีกระวาดไปกราบทูล พระเจ้าพิมพิสารราชา ครั้นเมื่อได้ทรงทราบว่าเป็นมนุษย์ พระองค์ก็ทรงมีพระทัยโสมนัสเป็นที่สุดในพระคุณที่พระองค์ได้ทรงสดับตรับฟัง
ด้วยเดชะแห่งบุญกุศลที่ได้ทรงบำเพ็ญร่วมกันมาแต่ปางก่อน เจ้ากรุงราชคฤห์แห่งแคว้นมคธและอังคะ จึงทรงฉลองราชภัสตราภรณ์ แล้วเสด็จด้วยพระราชยานออกจากพระนครโดยด่วน

ครั้นลุถึงปัณฑวะบรรพตสถานที่กำหนดหมาย จึงเสด็จลงจากราชยาน เสด็จพระราชดำเนินเข้าไปยังที่ประทับของพระบรมโพธิสัตว์ ทรงประทับลงบนแผ่นหินแผ่นหนึ่ง ณ สถานที่ใกล้ๆ ครั้นทอดพระเนตรเห็นพระกิริยาของพระมหาบุรุษ พระองค์ก็ทรงเกิดความเลื่อมใสเป็นที่สุด ซึ่งมิเคยประสบมา
เพราะตั้งแต่พระองค์ประสูติมา พอจำความได้ พระองค์ก็ไม่เคยทรงเห็นอากัปกิริยาอันงามสง่าและตรึงพระทัยของสมณรูปใดๆ ในพระมหานครแห่งนี้ มาก่อนเลย

พระราชาธิบดีผู้ตั้งอยู่ในธรรม ก่อนจะตรัสถามถึง ชื่อ ชาติ โคตร กลับทรงเอ่ยพระโอษฐ์ทูลถามพระโพธิสัตว์เจ้า ถึงความผาสุกในฝ่ายพลานามัย ชั่วเพลาที่พระองค์ได้มาประทับอาศัย ณ เมืองนี้ พระมหาบุรุษเจ้าก็ทรงตอบตามประเพณีว่า “ถวายพระพร ทรงสบายดีทุกประการ”

พระเจ้ากรุงราชคฤห์
สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์
พระเจ้ากรุงราชคฤห์
สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์
พระเจ้ากรุงราชคฤห์
สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์
พระเจ้ากรุงราชคฤห์
สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์
พระเจ้ากรุงราชคฤห์
สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์
: พระองค์มาแต่ที่ใด จึงมาสู่พระนครนี้
: ดูกร มหาบพิตร อาตมะ มาจากสักกชนบท
: ทรงมาแต่เมืองใด ?
: มาแต่เมืองกบิลพัสดุ์
: ทรงเป็นชาติใด ?
: เป็นสักกขัตติยชาติ
: ทรงเป็นราชบุตรแห่งกษัตริย์พระองค์ใด ?
: เป็นราชโอรสในพระเจ้าสุทโธทนมหาราช
: ทรงพระนามว่ากระไร ?
: สิทธัตถราชกุมาร ”
(๑
- ๒ ปฐมสมโพธิกถา พระราชนิพนธ์กรมสมเด็จพระปรมานุชิตชิโนรส หน้า ๑๓๕.)

 
เมื่อพระเจ้ากรุงราชคฤห์ได้ทรงสดับลำดับพระชาติ ตระกูล และชื่อ เป็นต้น ของพระมหาสัตว์แล้ว จึงทรงจินตนาการว่า “ชะรอยพระสิทธัตถะจะมีความขึ้งเคียดวิวาทกันด้วยหมู่ญาติทั้งปวง จึงมาสู่พระนครนี้” จึงมีพระดำรัสว่า “การที่พระองค์ได้เสด็จมานี้เป็นสิริสวัสดิ์สุนทรภาพยิ่งนัก และตัวข้าพเจ้าก็เป็นอทิฏฐสหายกับพระองค์มีนามว่า พิมพิสารราชา เป็นอิสราธิบดีในประเทศทั้ง ๒ คืออังคราษฏร์และมคธราษฏร์ชนบท อันมีขอบขัณฑสีมาถึง ๕๐๐ โยชน์ ข้าพเจ้าจะขอแบ่งไอศูรย์สมบัติกับทั้งแว่นแคว้นนี้ถวายพระองค์สักประมาณกึ่งหนึ่ง เราทั้งสองสหายจักได้อยู่ครอบครองราชสมบัติและเขตขัณฑสีมา เป็นผาสุกด้วยกันในประเทศนี้”

สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ได้ทรงสดับแล้ว จึงตรัสตอบว่า “ขอบพระทัย มหาบพิตร ซึ่งมีดวงจิตกรุณาทรงพระเมตตาจะแบ่งสมบัติให้๒ อาตมภาพต้องขอพระราชทานอภัยหากจะตรัสสิ่งใดที่เป็นความจริงต่อพระองค์ ก็แม้จักรพรรดิราชสมบัติ อันจะมาถึงพระหัตถ์ใน ๗ วัน อาตมภาพยังไม่ปรารถนา แล้วไฉนจะมายินดีต่อสิ่งเหล่านี้ที่มหาบพิตรเสนอจะถวาย เหตุที่อาตมภาพออกบรรพชา ก็เพราะตั้งปรารถนา ในพระปรมาภิสัมโพธิ”

พระเจ้ากรุงราชคฤห์ : เพราะเหตุใดพระองค์ผู้เป็นปราชญ์ จึงทรงสละราชสมบัติออกบรรพชา?

สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ : ดูกรมหาบพิตร อาตมภาพได้เห็นเทวทูตทั้ง ๔ คือ แก่ เจ็บ ตายและสมณะ จึงเสด็จหนีออกบรรพชา
สมเด็จพระมหากษัตริย์เจ้ากรุงราชคฤห์ ครั้นได้ทรงสดับเช่นนั้น จึงทรงอนุโมทนาและตรัสพยากรณ์ในขณะเดียวกันว่า “พระองค์จะได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าอย่างเที่ยงแท้” และขอปฏิญญาจากพระมหาสัตว์ว่า “ถ้าพระองค์บรรลุพระสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว ขอพระองค์ได้ทรงพระกรุณาเสด็จมาสู่พระนครแห่งข้าพเจ้าก่อนให้จงได้” สมเด็จพระมหาสัตว์ก็ปฏิญญาว่า “ถวายพระพร” (สาธุ) และแล้วพระเจ้ากรุงราชคฤห์ก็ทรงประคองอัญชลี ประนมพระหัตถ์เฉพาะพระพักตร์แห่งองค์พระบรมโพธิสัตว์ถวายบังคมลาคืนสู่พระนครฯ

ฝ่ายพระบรมโพธิสัตว์ก็เสด็จจากสถานที่แห่งนั้น มุ่งไปสู่สำนักแห่งพระอาจารย์ทั้ง ๒ อันสร้างอาศรมสถิตอยู่ ณ ป่าแห่งหนึ่ง เบื้องต้นพระองค์ได้เสด็จไปอยู่ในสำนักท่านอาจารย์ อาฬารดาบส กาลามโคตร ก่อน ได้ศึกษาอาจาริยสมัย จนได้บรรลุรูปฌานทั้ง ๔ และอรูปฌาน ๓ คือ เพียง อากิญจัญญายตนสมาบัติ เท่านั้น จึงถามถึงการบริกรรมในสมาบัติต่อไป พระอาจารย์ตอบว่า ไม่รู้ จึงได้ลาไปสู่สำนักครูที่ชื่อว่า อุทกดาบส รามบุตร ต่อไป

ครั้นทรงไต่ถามและเล่าเรียนก็ได้บรรลุ เนวสัญญานาสัญญายตนสมาบัติ อันเป็นอรูปฌานสุดท้าย ครั้นทรงถามธรรมที่พิเศษยิ่งขึ้นไป พระอาจารย์ใหญ่อุทกดาบสก็บอกว่า ไม่รู้ ทั้งกล่าวยกย่องและเชิดชู แต่งตั้งพระบรมโพธิสัตว์ให้เป็นครูช่วยสอนสานุศิษย์ด้วยกันต่อไป
 

<< First | < Previous 1 | 2 | 4 | 5 | 6 | 7 | 8 | 9 | 10 | 11 Next 4 >> | Last >>
     
พัฒนาเว็บถวายวัดไทยพุทธคยา-อินเดีย โดย... พระครูธรรมธร ดร.แอ๊ว สุธมฺมปาโล