ถ้าหากท่านเดินทางเข้าเมืองราชคฤห์สลับทางกัน คือเข้าเมืองทางด้านทิศเหนือ ขวามือของท่านก็จะเป็นภูเขาเวภาระ ซ้ายมือเป็นภูเขาวิปุละ และภูเขาโสนา (อิสิคิลิ) จะกลายเป็นอยู่ด้านขวา ภูเขาอุทัย (ปัณฑวะ) ก็จะกลายเป็นอยู่ด้านซ้าย
ราชคฤห์ นอกจากจะเป็นเมืองที่มีภูเขาเป็นกำแพงธรรมชาติตั้งล้อมรอบอย่างแข็งแรงแล้ว ท่านพระพุทธโฆษาจารย์ยังได้พรรณนาถึงความยิ่งใหญ่ แข็งแรงและแน่นหนายิ่งขึ้นไปอีกว่า “ราชคฤห์ มีประตูเมืองขนาดใหญ่ๆ ถึง ๓๒ ประตู และยังมีประตูขนาดเล็กๆ อีก ๖๔ ประตู” มีประชาชนหนาแน่นประมาณ ๑๘ โกฏิ๔
ยิ่งไปกว่านั้น ราชคฤห์ ยังทรงความสำคัญและยิ่งใหญ่ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ และด้านศาสนา ยากที่จะหาเมืองใดเทียบเท่าได้ คือ
ด้านการเมือง ราชคฤห์ มีความสัมพันธ์กันใกล้ชิดแบบบ้านพี่เมืองน้องกับเมืองสาวัตถี โดยพระเจ้าแผ่นดินผู้ครองนครทั้ง ๒ ต่างก็ทรงอภิเษกสมรสกับกนิษฐภคินีของกันและกัน ยิ่งกว่านั้น ราชคฤห์ยังได้เป็นเมืองหลวงของ ๒ แคว้น คือ อังคะและมคธ คือพระเจ้าแผ่นดินแคว้นมคธสมัยนั้น ยังเป็นพระเจ้าแผ่นดินของแคว้นอังคะอีกด้วย
ด้านเศรษฐกิจ ราชคฤห์ เป็นศูนย์กลางการค้าขายของแคว้นต่างๆ โดยมีหลักฐานคือรอยทางเดินของเกวียนปรากฏให้พวกเราได้เห็น ซึ่งทางรัฐบาลอินเดียได้สั่งให้เจ้าหน้าที่กรมศิลปากร มาล้อมกำแพงรักษาไว้เป็นอย่างดี ในสมัยพุทธกาล พระนครแห่งนี้เคยมีมหาเศรษฐี ถึง ๕ ท่าน คือ ราชคฤหเศรษฐี ปุณณเศรษฐี โชติกเศรษฐี เมณฑกเศรษฐี และธนัญชัยเศรษฐี
ด้านศาสนา ปรากฏว่า ราชคฤห์ เป็นที่ชุมนุมของศาสนาและเจ้าลัทธิต่างๆ มากมาย โดยมีคณาจารย์ใหญ่อยู่ ๒ ท่าน คือท่านอาฬารดาบส และอุทกดาบส ผู้ประพฤติพรตพรหมจรรย์ที่คนในยุคนั้นยอมรับและนับถือมาก
เพราะ ราชคฤห์ เป็นเมืองที่มีความมั่นคง สำคัญและยิ่งใหญ่ในหลายๆ ด้านเช่นนี้ พระเจ้าพิมพิสารในสมัยที่พระองค์ยังเป็นขัตติยราชกุมาร จึงตั้งความปรารถนาไว้ในพระหฤทัยว่า ขอให้ได้รับอภิเษกเป็นกษัตริย์ ณ เมืองราชคฤห์ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๕ ของความปรารถนา ซึ่งจะพรรณนาในตอนต่อไป
แม้สมเด็จพระบรมโพธิสัตว์ของพวกเรา หลังจากได้เสด็จออกจากพระราชวังพร้อมด้วย นายฉันนะและม้ากัณฐกะคู่สหาย ได้ทรงบ่ายหน้าไปยังฝั่งแม่น้ำอโนมามหานที ทรงตัดพระเมาลีและทรงอธิษฐานเพศเป็นพรรพชิตแล้ว พระองค์ได้ทรงประทับแรมอยู่ที่อนุปิยอัมพวัน แขวงมัลลชนบท ชั่วเวลา ๗ วัน จึงเสด็จคมนาการไปด้วยพระบาทยุคล โดยลำดับไพรสณฑ์มรรคา ตอนเวลาเช้า ถึงแม่น้ำแห่งหนึ่ง ซึ่งอยู่ใกล้กรุงราชคฤห์ราชธานี จึงเสด็จลงสรงวารี ณ คงคานั้น หลังจากทรงสรงพระวรกายเสร็จ เรียบร้อย พระองค์จึงทรงนุ่งห่มผ้า เสด็จยาตราโคจรบิณฑบาตไป ในราชคฤห์มหานคร โดยอาการสังวรอย่างแช่มช้า แต่สง่าตรึงใจผู้ได้เห็น
ประชาชนชาวเมืองราชคฤห์ต่างโกลาหล เมื่อได้ยลรูปพระมหาสัตว์ ต่างเกิดปีติโสมนัสพิศวงมิวางตา ต่างคนต่างพูดจาไม่ซ้ำกัน บ้างก็ว่าชะรอยจะเป็นองค์พระจันทร์ บ้างก็ว่าเป็นกุสุมเกตุกามเทพบุตร บ้างก็ว่าเป็นองค์มเหศวรเทพบุตร ลงมาด้วยหวังจะได้ชมความสวยงามในเมืองมนุษย์ บ้างก็ว่านี่คือท้าวมหาพรหม ต่างเถียงกันขรมอย่างไม่อาจจะตกลงกันได้ ทันใดพวกราชบุรุษมาเห็นองค์พระมหาสัตว์ จึงรีบกระวีกระวาดไปกราบทูลพระเจ้าพิมพิสารเจ้ากรุงราชคฤห์
“บัดนี้มีผู้หนึ่งประกอบด้วยรูปสิริลักษณะเลิศบุรุษ จะว่าเป็นเทพยดา มนุษย์หรือนาค ครุฑ สุบรรณ คนธรรพ์ มาณพประการใดก็มิรู้ได้ เข้ามาสู่พระนครเที่ยวโคจรบิณฑบาตประหลาดนัก” สมเด็จบรมกษัตริย์ได้ทรงทราบ จึงเสด็จยืนบนปราสาททอดทัศนาไปโดยช่องสีหบัญชร ทอดพระเนตรเห็นองค์พระมหาบุรุษก็ทรงพิศวงพระทัย จึงมีพระดำรัสไป ใช้ราชบุรุษว่า “ท่านจงสะกดบทจรไปดูให้รู้ตระหนักแน่ แม้ว่าเป็นอมนุษย์ครั้นออกจากเมืองแล้วก็จะอันตรธานหายไป ถ้าเป็นเทพยดาแล้วไซร้ก็จะเหาะไปบนอากาศ ผิว่าเป็นพญานาคก็จะชำแรกปฐพีไปเป็นแท้ ท่านจงไปพิจารณาดูให้รู้เหตุประจักษ์ ราชบุรุษทั้งหลายรับพระบัญชาแล้วก็เดินตามพระมหาสัตว์ไปจนออกนอกพระนคร”๑
|