ค้นพบนาลันทา
เนื่องจากมหาวิทยาลัยนาลันทา เป็นมหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาแห่งแรกในโลก ซึ่งมีตึกเรียนและห้องสมุดที่สูงใหญ่ ประกอบกับมีนักศึกษาเป็นจำนวนมากมาย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย ทุกๆ อย่าง ทั้งวิชาที่เล่าเรียนก็มีเกือบทุกสาขา จึงเป็นที่น่าสนใจของนักโบราณคดี อย่างท่านหลอดฮามินตันและท่านเซ่อร์คันนิ่งแฮม เป็นต้น
ตามประวัติกว่าว่า ประมาณปี พ.ศ. ๒๓๕๘ หลอดฮามินตัน นักโบราณคดีชาวอังกฤษ หลังจากได้อ่านบันทึกเกี่ยวกับเรื่องมหาวิทยาลัยนาลันทาของพระถังซัมจั๋งแล้ว เกิดความสนใจ จึงได้เดินทางไปอินเดียและพยายามสำรวจอย่างถ้วนถี่ แต่เป็นที่น่าเสียดาย เพราะท่านได้พบเพียงพระพุทธรูปและเทวรูปเพียง ๒ องค์ ซึ่งอยู่หางไกลจากตัวมหาวิทยาลัยเพียง ๑ กิโลเมตรเท่านั้น แล้วท่านก็เดินทางกลับไปอังกฤษ
และต่อจากนั้นมาอีกประมาณ ๔๕ ปี คือ ตกอยู่ใน พ.ศ. ๒๔๐๓ ท่านเซ่อร์คันนิ่งแฮม หลังจากได้อ่านและทำความเข้าใจเป็นอย่างดีเกี่ยวกับการบึนทึกเรื่องมหาวิทยาลัยนาลันทาของพระถังซัมจั๋งแล้ว จึงได้เดินทางมาสำรวจและปรากฏว่าการมาสำรวจของเซ่อร์คันนิ่งแฮมครั้งนี้ เป็นผลสำเร็จดังที่ท่านปรารถนาทุกประการและพร้อมกันนั้น ท่านก็ได้ทำแผนที่ ที่ตั้งของวัดทุกๆ วัด พร้อมกับที่ตั้งของพระเจดีย์ และช่วยชี้บอกให้พวกนักขุดทั้งหลาย เช่น นายเอเอม บรอดเลย์ ดร. สปูนเนอร์ เป็นต้น ช่วยขุดและค้นได้สมใจทุกประการดังที่พวกเราๆ ท่านๆ ได้เห็นซึ่งเป็นซากพระเจดีย์และตึกใหญ่ๆ ซึ่งตั้งอยู่ภายในเนื่อที่ประมาณ ๘๐ ไร่เศษ ซึ่งตั้งอยู่ห่างไกลจากเมืองราชคฤห์ ๑๖ กิโลเมตร ในปัจจุบัน
การที่ท่านทั้งหลาย ได้มีโอกาสมาชมมหาวิทยาลัยนาลันทา นอกจากท่านจะได้เห็นซากตึกอันเป็นโบราณสถานแล้ว ท่านยังได้ชื่อว่า ได้มานมัสการเจติยสถานอันเป็นที่เกิดและที่นิพพานของพระสารีบุตรพระอัครสาวกเบื้องขา พร้อมกับได้เห็นบริเวณที่ตั้งของวัดปาวาริกัมพวัน ซึ่งเคยเป็นสถานที่ประทับของพระพุทธองค์ในอดีตกาลอีกประการหนึ่งด้วย ฯ
นวนาลันทามหาวิหาร
ดังนั้นหลวงพ่อ เจ. กัสสป หลังจากที่ได้ศึกษาวรรณคดีเกี่ยวกับพระพุทธศาสนา เกิดความซาบซึ้งและเห็นความสำคัญซึ่งเป็นศาสนาที่สร้างสรรค์อารยธรรมอันสูงส่งและยิ่งใหญ่ให้เกิดขึ้นแก่ชาวชมพูทวีป จึงเดินทางไปประเทศศรีลังกา ขออุปสมบทและพยายามศึกษาพระพุทธศาสนาจนแตกฉาน ในคำสอนของพระพุทธองค์แล้ว จึงเดินทางกลับชมพูทวีป
ท่านได้พยายามแสวงหาและชักชวนมิตรสหายได้หลายท่านพอสมควร พอจะก่อนตั้งสถาบันศึกษาฝ่ายพระพุทธศาสนาได้ จึงพร้อมใจกันยื่นหนังสือต่อกระทรวงศึกษาโดยพรรณถึงความสำคัญของคำสั่งสอนทางพระพุทธศาสนาโดยเฉพาะบาลี ซึ่งขณะนี้กำลังจะสูญหายไปจากประเทศอินเดีย
ครั้นได้รับอนุมัติจากรัฐบาลเรียบร้อยแล้ว ในปี พ.ศ. ๒๔๙๔ ท่านพร้อมด้วยมิตรสหายจึงจัดตั้งสถาบันการศึกษาแผนกภาษาบาลีและดำเนินการสอน ตอนระยะแรกๆ ได้ทำการสอนที่วัดจีน และในการต่อมาได้เลือกเอาสถานที่ ซึ่งอยู่ตรงกันข้ามกับมหาวิทยาลัยนาลันทาเก่า โดยตั้งชื่อว่า นวนาลันทามหาวิหาร เพื่อเป็นการรำลึกถึงมหาวิทยาลัยแห่งพระพุทธศาสนาที่ยิ่งใหญ่ ให้กลับคืนมีชีวิตชีวาขึ้นใหม่
โดยสร้างอาคารใหญ่ขึ้น ๒ หลัง หันหน้าไปทางทิศเหนือหลังหนึ่งสูงชั้นครึ่ง สำหรับเป็นอาคารที่ศึกษา และห้องสมุดรวมทั้งเป็นที่ทำงานของคณะครูบาอาจารย์และเจ้าหน้าที่ ส่วนอีกหลังหนึ่งนั้นเป็นอาคารที่พักสำหรับนักศึกษานานาชาติ ซึ่งตั้งอยู่ห่างกันพอสมควร ซึ่งแล้วเสร็จเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๐ ในขณะที่ท่านบริหารสถาบันแห่งนี้อยู่ท่านได้พยายามรวบรวม จตุปัจจัยซึ่งเป็นเงินเดือนที่มีอยู่ซื้อที่ดินและสร้างอาคารขนาดย่อมขึ้น ๓ หลัง โดยครั้งแรกประสงค์จะให้เป็นที่นั่งเจริญวิปัสสนา แต่เนื่องจากมีพระนักศึกษาต่างประเทศพากันมาเรียนมา จนอาคารหลังเก่าไม่พอจะรับรองได้ ท่านจึงเปลี่ยนอาคารสำหรับเจริญวิปัสสนาทั้ง ๓ หลังนั้น ให้เป็นหอพักสำหรับนักศึกษาจำเดิมแต่นั้นมา
เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๗ ก่อนที่จะเกษียณอายุราชการหลวงพ่อ เจ กัสสป ขอร้องให้ ดร.พระมหานคร เขมปาลี และ ดร.วิเวกานันทะ พาไปพบท่านเจ้าคุณอาจารย์ พระธรรมมหาวีรานุวัตร โดยแจ้งความประสงค์ ขอถวายอาคารทั้ง ๓ หลัง พร้อมด้วยแผ่นดินผืนนี้ ให้เป็นสมบัติของคนไทย ด้วยความมุ่งหมายขอให้เป็นวัด ให้เป็นสมบัติของพระพุทธศาสนาโดยไม่คิดค่าตอบแทนอะไรทั้งนั้น
จำเดิมแต่นั้นมา ชื่อวัดไทยนาลันทา ก็เริ่มปรากฏเจริญรุ่งเรืองเรื่อยๆ มาจนถึงปัจจุบันโดยมีอาคารใหญ่สูง ๒ ชั้นและพระอุโบสถที่กำลังก่อสร้างตั้งตระหง่านอยู่ทางด้านหลังของทางสถาบัน
| |
|
|
| Update เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๙ |
|