กลับไปหน้าหลัก | HOME  
หน้า ๖ | Page 6
นาลันทาสมัยวงศ์ปาละ


นาลันทาสมัยวงศ์ปาละ

พระมหากษัตริย์พระราชวงศ์ปาละ ได้ปกครองชมพูทวีป ในระหว่างปี ๑๓๐๓ - ๑๖๘๕ เป็นเวลาเกือบ ๔๐๐ ปี ในระยะเวลาดังกล่าวนี้ พระมหากษัตริย์ทุกๆ พระองค์ ของพระราชวงศ์นี้ นอกจากจะเป็นองค์อุปถัมภ์ที่ดีต่อมหาวิทยาลัยแล้วทุกๆ พระองค์ยังได้ทรงสร้างวัด ซึ่งอยู่ถัดไปทางทิศเหนือของวัดเดิมอีกอย่างน้อยถึง ๕ วัด และทรงจัดให้มีการศึกษาเพิ่มขึ้นเพื่อให้ทันกับการพัฒนาของบ้านเมือง ยิ่งไปกว่านั้นเพื่อเป็นการแบ่งเบาแก่นักศึกษาที่พากันหลั่งไหลมาเข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ทุกๆ พระองค์ ก็ได้พากันสร้างมหาวิทยาลัยเพิ่มขึ้นอีก ถึง ๔ แห่ง คือ
๑. มหาวิทยาลัยวิกรมสีลา
๒. มหาวิทยาลัยโสมปุระ
๓. มหาวิทยาลัยโอทันตะบุรี
๔. มหาวิทยาลัยชาสกัททละ

     ในสมัยพระเจ้าเทวปาละ คือ ประมาณ พ.ศ. ๑๓๕๓ - ๑๓๙๓ ได้มีพระมหากษัตริย์ชาวสุมาตรา (อินโดนีเซีย) ทรงพระนามว่า พาลาปุตตะเทวะ ได้ส่งพระนักศึกษามาเรียนที่มหาวิทยาลัยนาลันทา และพร้อมกับได้ทรงของพระอนุญาตสร้างวัดอีก ๑ วัด เพื่อเป็นที่พักของนักศึกษาชาวสุมาตรา ซึ่งอยู่ถัดไปทางทิศตะวันตกของวัดแรก คือวัดของพระเจ้าศักราทิตย์

     ดังนั้น การเรียนการศึกษาในสมัยพระราชวงศ์ปาละนี้ได้มีความเจริญรุ่งเรืองจนถึงกับมีพระมหากษัตริย์ชาวต่างประเทศได้ส่งราชทูตมาขอสร้างวัด ซึ่งจัดได้ว่า เป็นความพัฒนาการของมหาวิทยาลัยนาลันทา ซึ่งมีไปอีกก้าวหนึ่ง

นาลันทาสมัยเสื่อม

     สิ่งทั้งหลายที่ถูกปัจจัยปรุงแต่ง ย่อมมีความเจริญรุ่งเรืองและมีความเสื่อมสิ้นเป็นธรรมดา มหาวิทยาลัยนาลันทา ก็คงตกอยู่ในสภาวะเช่นเดียวกัน คือ หลังจากที่ได้รับการก่อตั้งและการอุปถัมภ์ค้ำชู จากพระมหากษัตริย์ผู้ปกครองชมพูทวีปเป็นอย่างดีและสืบๆ ต่อกันมา เป็นเวลาเกือบ ๘๐๐ ปี ผลที่สุดก็ถึงซึ่งความย่อยยับด้วยปลายหอกและปลายดาบของนักรบมุสลิมผู้เข้ามาใหม่ ดังที่ท่านตารนารถและท่านธัมมสวามินภิกษุชาวธิเบต ผู้เห็นเหตุการณ์ในวันนั้น บันทึกไว้ว่า “กองทัพมุสลิม หลังจากได้ทำการรุกรานรบชนะ และได้เข้าปกครองดินแดนชมพูทวีปฝ่ายเหนือและแคว้นมคธเกือบทั้งหมดแล้ว ต่อจากนั้นก็เริ่มทำลายวัดวาอารามตลอดทั้งปูชนียสถานเกี่ยวกับพระพุทธศาสนาที่มีอยู่เป็นจำนวนมากมายแล้ว ในปี พ.ศ. ๑๗๖๖ นั่นเองกองทัพมุสลิม ซึ่งนำโดย อิคเทีย ขิลจิ ลูกชายของภักเทีย ขิลจิ พร้อมด้วยทหารม้าประมาณ ๒๐๐ คน ก็ได้กรีฑาทัพมุ่งหน้ามาทำลายมหาวิทยาลัยนาลันทา
บรรดานักศึกษาและครูบาอาจารย์ พอทราบข่าวเช่นนั้นต่างพากันหลบหนีออกจากมหาวิทยาลัยเพื่อเอาตัวรอด อย่างไม่ได้คิดถึงชีวิต บางท่านแม้แต่ของสักนิดก็ไม่ได้นำเอาติดตัวไปเพราะความตกตลึงและกลัวตาย จึงต่างแยกย้ายหนีไปคนละทิศและทาง บางท่านหนีออกนอกประเทศ มุ่งหน้าไปยังเนปาล ธิเบต บังคลาเทศ มงโกล และจีน เป็นต้น บางท่านคิดว่าหนีไปไหนก็ไม่พ้น ก็เที่ยวหลบซ่อนตนอยู่ตามบริเวณใกล้ๆ ที่ตนคิดว่าจะมีความปลอดภัยพอ เช่นอย่างหลวงพ่อตารนารถ เป็นต้น ท่านบอกกับลูกศิษย์ว่า ผมแก่แล้วจะขอยอมตายอยู่ที่นี่ เพราะถึงจะหนีไปแห่งไหนก็คงไม่พ้น และในขณะที่อิคเทีย ขิลจิ ยกพลมาถึงประตูมหาวิทยาลัย ลูกศิษย์อุ้มท่านขึ้นบ่า แล้วพาหนีไป ไปหลบซ่อนอยู่ที่วัด ฌานนารถ หรือที่เรียกกันในปัจจุบันว่า “รุกขมินิสถาน” ซึ่งตั้งอยู่ห่างไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของมหาวิทยาลัยประมาณ ๓ ก.ม.

     ขณะที่หลวงพ่อตารนารถหนีออกไปนั้น กองทัพมุสลิมก็กรูกันเข้าไปข้างใน แล้วก็เริ่มทำลายพระพุทธรูปและศิลปกรรมตลอดสิ่งของ ทุกๆ อย่างที่ขวางหน้าอย่างมันมือและเมามันโดยปราศจากผู้คนที่จะมาต่อต้านเกือบหมดสิ้น
เท่านั้นยังไม่หนำแก่ใจ ยังเอาเชื้อเพลิงมาสุมแล้วจุดไฟเผา จนตำรับตำราที่ดีๆ ทั้งของเก่าและใหม่ ถูกไฟไหม้เกือบหมดสิ้นกินเวลาเป็นเดือนๆ พอสมแก่ใจแล้ว อิคเทีย ขิลจิ ก็ยกทัพกลับไปยังเมืองภัคทัยปูร์
พวกนักศึกษาและครูอาจารย์ประมาณ ๗๐ ท่าน ที่หลบซ่อนอยู่ตามบริเวณแถวนั้น พอทราบว่าพวกศัตรูได้ยกกองทัพกลับไป จึง ค่อยๆ พากันทยอยออกมาจากที่หลบซ่อนแล้วพากันย้อนเข้าไปดูมหาวิทยาลัย พบว่า ส่วนมาได้ถูกทำลายไปอย่างยับเยิน แต่บังเอิญยังมีบางวัด ที่พอจะจัดการปฏิสังขรณ์ทำให้เป็น อยู่อาศัยได้ จึงพร้อมใจกันโดยมีท่านมุทิตาภัทรเป็นหัวหน้า ได้ช่วยกันจัดแจงแสวงหาวัสดุมาดำเนินการซ่อมแซม
และหลังจากนั้นอีกไม่นาน ได้มีท่านรัฐมนตรีของพระมหากษัตริย์แห่งแคว้นมคธ ชื่อว่า กุกุฏะสิทธิ ได้สละทรัพย์สร้างวัดขึ้นอีกหนึ่งวัดถวายในบริเวณมหาวิทยาลัยนั่นเอง

    ณ วันหนึ่ง มีเรื่องเล่าว่า ในขณะที่พระสงฆ์และนักศึกษากำลังทำพิธีสวดมนต์และบูชา ปรากฏว่าได้มีพราหมณ์ชูชก ๒ ท่าน เดินผ่านเข้ามา ณ บริเวณวัดนั้น โดยหมายใจจะยึดเอาเป็นที่ประกอบยัญญพิธีทางศาสนา สามเณรหนุ่มคะนองพอเห็นตาพราหมณ์ชูชกเดินผ่านเมาเกิดหมั่นไส้ จึงหยิบเอาภาชนะขึ้นมาแล้วตักน้ำสำหรับล้างเท้าสาดเข้าที่ตาพราหมณ์ทั้งสองทันที การกระทำอันเป็นอัปมงคลของสามเณรครั้งนั้น จัดว่าเป็นต้นเหตุอันสำคัญที่ทำให้มหาวิทยาลัยถูกเผาเป็นซ้ำสอง ดังมีเรื่องเล่าต่อไปว่า พราหมณ์ชูชก ๒ คนนั้น โกรธมากแต่ไม่เอ่ยปากพูดอะไร และหลังจากประกอบยัญญพิธีบูชาไฟครบ ๑๒ ปี ก็ได้รวบรวมเอาเศษไม้และถ่านไฟที่บูชา ขว้างปาเข้าไปยังวัดและห้องสมุดที่ชื่อว่า รตโนทธิ ที่หลงเหลืออยู่อันเป็นหลังสุดท้าย จนถึงซึ่งความวอดวายและหมดสิ้น ตั้งแต่นั้นมามหาวิทยาลัยนาลันทา ก็ถูกทอดทิ้งและฝังจมอยู่ในแดนดินกินเวลาถึง ๖๒๔ ปี

 

 
Update เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๙
<< First | < Previous 1| 2 | 3 | 4 | 5   | 6 | 7 Next 7 >> | Last >>
     
พัฒนาเว็บถวายวัดไทยพุทธคยา-อินเดีย โดย... พระครูธรรมธร ดร.แอ๊ว สุธมฺมปาโล