นาลันทาสมัยพระเจ้าหรรษวรรธนะ
พระเจ้าหรรษวรรธนะได้เป็นกษัตริย์ปกครองชมพูทวีปตอนกลาง ระหว่าง พ.ศ. ๑๑๔๙ - ๑๑๙๑ ปรากฏว่าพระองค์ได้ให้การอุปถัมภ์มหาวิทยาลัยนาลันทาอย่างมากมาย ดังที่พระถังซัมจั๋งได้พรรณาไว้ในสมัยที่ท่านได้มาสืบพระศาสนาและได้มาศึกษา ในปี พ.ศ. ๑๑๗๒ - ๑๑๘๗ ว่า “พระเจ้าหรรษวรรธนะมหาราช พระองค์ได้ทรงสร้างพระอารามที่ทำด้วยทองเหลืองหมดทั้งวัด พระองค์ได้ทรงพระเมตตาพระราชทานหมู่บ้านถึง ๑๐ ตำบล แก่มหาวิทยาลัย โดยทรงยกผลประโยชน์รายได้ที่เกิดจากค่าภาษีและอากร ให้เป็นค่าบำรุงรักษาและยังปรากฏว่า พระองค์ได้ทรงจัดให้ชาวบ้านตำบลละ ๒ คน ๑๐๐ ตำบล รวมเป็น ๒๐๐ คน หมุนเวียนเปลี่ยนกันทุกๆ วัน เพื่อทำอาหารคาว หวาน ไปถวายแด่พระภิกษุนักศึกษาเป็นประจำ ยิ่งไปกว่านั้น ทุกๆ ปี พระองค์ยังออกพระฏีกามานิมนต์พระนักศึกษาและครูบาอาจารย์เป็นจำนวนพัน เพื่อไปประชุมและฉันที่พระราชวัง ณ เมืองกาโนช ทรงกำหนดไว้ ๒๑ วันต่อ ๑ ปี พระองค์ทรงถือเป็นพระราชประเพณี ที่จะต้องปฏิบัติตลอดรัชสมัยของพระองค์
ดังนั้น พระภิกษุนักศึกษา ที่ได้มาเรียน ณ มหาวิทยาลัยนาลันทานี้ ในสมัยนั้น ได้แต่มุ่งมั่นเล่าเรียนแต่ฝ่ายเดียวไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับสถานที่อยู่และอาหาร เพราะพระราชาทรงให้การบำรุง
การศึกษา
การเรียนการศึกษาสมัยนั้นปรากฏว่า มีความเจริญรุ่งเรืองและก้าวหน้าไปไกล เพราะนักศึกษาทุคนที่สำเร็จออกมาเป็นที่ยอมรับของประชาชนทั่วไป ทั้งในและนอกประเทศ จึงเป็นเหตุให้มหาวิทยาลัยนาลันทา มีนักศึกษาเข้ามาเรียนกันเป็นจำนวนพันๆ
ดังที่พระถังซัมจั๋ง ได้บันทึกไว้ว่า “ที่มหาวิทยาลัยนาลันทา ในขณะที่ท่านได้มาศึกษา มีนักศึกษาประมาณ ๑๐,๐๐๐ ท่าน ส่วนครูบาอาจารย์ รวมทั้งคนงานของมหาวิทยาลัย ประมาณ ๑,๐๐๐ ท่าน และวิชาที่เล่าเรียนนั้น มีหมดเกือบทุกสาขา ที่มีอยู่ในเวลานั้น แต่วิชาที่นิยมศึกษากันนั้นมีอยู่ประมาณ ๕ วิชา คือ
๑. พุทธปรัชญา
๒. ตรรกวิทยา
๓. ไวยากรณ์ หรือวรรณคดี
๔. ศาสนาพราหมณ์
๕. แพทย์ศาสตร์
และวิชาบังคับ ที่จะขาดเสียมิได้ ก็คือ “พระไตรปิฎก” รวมทั้งหินยาน และมหายาน ถ้านักศึกษาท่านใดยังไม่ได้อ่านและเรียนรู้ ก็จะหลบและเก็บตัวอยู่แต่ในห้อง พยายามท่องบ่นจนขึ้นใจ ดังนั้น นักศึกษาของมหาวิทยาลัยจึงสนใจและนิยมเรียนพระไตรปิฎก กันอย่างจริงจัง”
ยิ่งไปกว่านั้น พระถังซัมจั๋งยังได้เล่าชมเกี่ยวกับกิริยามารยาทของนักศึกษาอย่างน่าฟังอีกว่า “ยากที่จะจับผิดกันได้ไม่ว่าจะเป็นทางกายทางวาจา” เพราะทุกๆ ท่าน ได้แต่ตั้งหน้าเล่าเรียน และปฏิบัติตามกฎของมหาวิทยาลัยได้อย่างเคร่งครัด ถึงแม้ระเบียบข้อปฏิบัติ จะเข้มงวดกวดขันเพียงไร ทุกๆ ท่านก็ปฏิบัติได้อย่างเรียบร้อย
นักศึกษารุ่นพี่ๆ จะช่วยคลี่คลายปัญหาของนักศึกษาผู้น้องๆ ในเมื่อเกิดความขัดข้อง ในด้านวิชาการ วันเวลาดูช่างน้อย เพราะไม่ค่อยจะเพียงพอที่จะถามและแก้ปัญหา บางครั้งถึงร่นเวลาเริ่มสอนแต่ตอนเช้า ถึงกระนั้น เวลาก็ยังไม่พอ ต้องขยายต่อจนถึงเที่ยงคืน ดังนั้นนักศึกษาที่สำเร็จไปจากมหาวิทยาลัยนาลันทา จึงเป็นที่เสน่หาน่าเคารพของคนทั่วไป ใครก็ตามมีปัญหาชีวิตที่แก้ไขไม่ได้ พอมาถึงนาลันทา ปัญหานั้นก็จะหมดไปในทันที”
เพราะอาศัยข้อนี้เป็นเหตุ จึงมีนักศึกษาต่างประเทศทยอยกันเข้ามาเรียน เช่น จีน ชวา สุมาตรา มองโกเลีย ธิเบต เกาหลี ฯ เพิ่มเป็นทวีคูณ จนพระมหาราชา ต้องพระราชทานหมู่บ้านเพิ่มขึ้นอีก ๑๐๐ หมู่บ้าน ดังที่พระอี้จิงบันทึกไว้ในสมัยที่ท่านมาศึกษา ณ มหาวิทยาลัยนาลันทานี้ ในปี พ.ศ. ๑๒๒๓ ว่า “มหาวิทยาลัยนาลันทา มีพระนักศึกษาเพิ่มขึ้นอีกประมาณ ๓ - ๔ พัน ดังนั้น พระมหากษัตริย์ จึงทรงพระเมตตาพระราชทานหมู่บ้านเพิ่มขึ้นอีก ๑๐๐ หมู่บ้าน เพื่อให้จัดการนำอาหารและขนมนมเนยมาบริการ”
จำเดิมแต่นั้นมา มหาวิทยาลัยนาลันทา ก็ได้เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงสมัยวงศ์ปาละ
| |
|
|
| Update เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๙ |
|