นาลันทาสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช
พระเจ้าอโศกมหาราช พระมหากษัตริย์ยิ่งใหญ่ในชมพูทวีป หลังจากที่พระองค์ ได้มีพระราชศรัทธาอย่างมั่นคงในบวรพระพุทธศาสนาแล้ว ปรากฎว่า พระองค์ได้เป็นองค์อุปถัมภ์ในการกระทำสังคายนาครั้งที่ ๓ ที่ อโศการาม เมืองปาตลีบุตร ได้ทรงจัดส่งสมณทูตไปประกาศพระศาสนาทั้งในและนอกประเทศและยังทรงสละราชสมบัติเป็นจำนวนมากให้สร้างพระวิหารเจดีย์ และให้ปักเสาศิลาจารึกไว้ ณ สถานที่ประสูติ ตรัสรู้แสดงปฐมเทศนา และนิพพาน และตามสถานที่ต่างๆ ที่นับว่าสำคัญในพระพุทธศาสนา แล้วยังปรากฏว่า พระองค์พร้อมด้วยข้าราชบริพาร ได้เสด็จมานมัสการ พระเจดีย์สารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา ที่บ้านนาลกะ ณ เมืองนาลันทาแห่งนี้ และให้ทรงสร้างพระเจดีย์ขึ้นอีก ๒ องค์
โดยพระราชประสงค์ในการบูชา ท่านพระสารีบุตร และพระโมคคัลลานะ ผู้ซึ่งถือกำเนิดเกิดมา ณ เมืองนาลันทาแห่งนี้ และยิ่งไปกว่านั้น พระองค์ยังมีพระราชศรัทธาให้สร้างกุฏิและวิหารบริเวณที่วัดปาวาริกัมพวันซึ่งอยู่ใกล้ๆ กันกับพระเจดีย์นั้น เพื่อให้เป็นสถานที่อยู่ของพระภิกษุสงฆ์ เพื่อท่านจะได้ดำรงและสืบต่อพระศาสนาให้วัฒนาถาวรชั่วกาลนาน
พระสงฆ์เหล่านั้น ก็ได้พยายามเล่าเรียนและศึกษาและช่วยบริหารสืบต่อกันเรื่อยมา จนถึงยุคสมัยนาคารชุน ได้มาเป็นสมภาร และปรากฏว่า การศึกษาในสมัยของท่านนั้นดูค่อนข้างจะพิสดารและลึกซึ้ง เพราะท่านประสงค์จะให้นักศึกษาที่มาเรียนให้เจาะเข้าถึงแก่นของพระศาสนาที่นิยมเรียกกันว่า สุญฺญตา ความว่าง คือท่านสอนให้ทุกคนรู้จักปล่อยและวาง ถ้าใครทำได้ใจของผู้นั้น ก็จะเกิดความสว่าง คือมองเห็นทะลุปรุโปร่งหมดทุกทาง และผลที่สุดก็จะเกิดความว่างจากการยึดถือจากตัวกูของกู “อนุปาทาย อาสเวหิ จิตฺตานิ วิมุจฺจึ สูติ”. เพราะไม่ยึดมั่น ถือมั่น จิตของท่านเหล่านั้นพลันก็หลุดจากความเศร้าหมองเกิดเป็นจิตที่ผ่องใส ได้แก่ตัวพระนิพพานนั่นเอง ดังนั้น นักศึกษาที่จะมาเข้าเรียนในสมัยของท่านนั้น ต้องเป็นคนที่เก่งและมีปฏิภาณดีพอสมควร ถ้ามิฉะนั้น คงจะสอบผ่านเข้าเรียนในสถาบันแห่งนี้ไม่ได้
เพราะท่านใช้วิธีการทายปริศนาแทนข้อเขียนหรือสัมภาษณ์แก่ผู้ที่จะมาศึกษา ดังมีเรื่องเล่ากันว่า “วันหนึ่งมีพระนักศึกษามาจากประเทศศรีลังกา ชื่อว่า อารยะเทวะ ท่านมีความประสงค์ที่จะมาเข้าเรียนที่สถาบันแห่งนี้ จึงเดินเข้าไปยังที่ประตูและได้สอบถามดูถึงระเบียบการที่จะเข้าศึกษาแก่คนเฝ้าประตู ครั้นรู้ว่า เป็นนักศึกษาที่จะมาขอสมัครเรียน ณ สถาบันแห่งนี้ จึงเข้าไปกราบและชี้แจงให้ท่านอาจารย์ใหญ่ทราบว่า ขณะนี้มีพระนักศึกษา มาจากประเทศศรีลังกาปรารถนาจะมาเรียนที่สถาบันแห่งนี้
การทดสอบในวันนั้นค่อนข้างจะประหลาด เพราะท่านตักน้ำใส่ลงเต็มบาตรแล้วให้ศิษย์นำไปถวาย ฝ่ายพระอารยะเทวะ ครั้นได้รับบาตรที่เต็มด้วยน้ำ ก็ทราบความหมายในทันที คือแทนที่ท่านจะล้วงเอาแก้วออกมาจากย่ามแล้วตักน้ำเอามาดื่มเพื่อแก้กระหาย แต่ท่านกลับล้วงเอาเข็มที่อยู่ข้างในก้นย่ามแล้วก็หย่อนลงในบาตรที่เต็มด้วยน้ำใบนั้นโดยทันใด แล้วก็ให้ศิษย์ผู้ที่นำมามอบกลับไปคืนแด่ท่านอาจารย์
ท่านอาจารย์นาคารชุน พอมองเห็นเข็มนอนอยู่ในก้นบาตรเช่นนั้น พลันก็บอกกับศิษย์ว่า พระอารยะทวะสอบผ่าน แล้วสั่งให้นำตัวท่านเข้ามารายงานเพื่อจะได้ลงทะเบียนเป็นนักศึกษาที่สำนักเรียนนาลันทาแห่งนี้สืบไป”
ส่วนความหมายของปริศนา จะขอวิสัชนาต่อไปนี้
ข้อปริศนาว่า “บาตรที่เต็มด้วยน้ำ” ถือเอาความว่าที่สำนักเรียนนาลันทา มีการศึกษากันอย่างกว้างขวางและลุ่มลึกอย่างที่สุดเปรียบเสมือนน้ำในมหาสมุทร ก็ไม่ปาน แล้วตัวท่านคิดอ่านว่าจะเรียนรู้สู้กะเขาไหวหรือ?
คำตอบปริศนา “หย่อนเข็มลงในบาตร” ถึงแม้สถาบันแห่งนี้จะมีการศึกษากันอย่างกว้างขวาง และลึกซึ้งสักปานใด กระผมจะพยายามให้ปัญญา ที่พ่อแม่และครูบาอาจารย์ท่านมอบให้ ค่อยเจาะลงไปให้ถึงซึ่งที่สุด
หลังจากที่ท่านได้เรียนจบแล้ว ปรากฏว่า ท่านได้เป็นครูช่วยสอน และในตอนต่อมาหลังจากที่ท่านนาคารชุนลากลับไปยังสำนักเรียนที่บ้าน ท่านอารยเทวะก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมภารและเป็นอาจารย์ใหญ่องค์ที่ ๑๔ ปกครองนาลันทาสืบต่อมา และการเล่าเรียนศึกษาก็ได้หมุนเวียนสับเปลี่ยนกันเรื่อยมาจนพระพุทธศาสนา ล่วงได้ประมาณ ๙๔๔ - ๙๕๓ ปีเศษ และในช่วงนี้ ก็เริ่มมีพระต่างประเทศชื่อว่าพระฟาเหียน ท่านไม่ได้มาเล่าเรียน เพียงแต่ท่านได้มาสืบพระศาสนา ในจดหมายเหตุของท่านได้บันทึกไว้ว่า ท่านได้มานมัสการพระเจดีย์พระสารีบุตร ณ ที่เมืองนาลันทา แต่ท่านไม่ได้บันทึกเกี่ยวกับเรื่องการศึกษา ว่ามีความเจริญแค่ไหน เลยทำให้เกิดความเข้าใจได้ว่า การเรียนการศึกษาที่มีอยู่ในนาลันทาสมัยนั้น คงจะมีสภาพเหมือนๆ กันกับสถานที่แห่งอื่นๆ ในชมพูทวีปที่ท่านได้เห็นมา ดังนั้นท่านจึงไม่ได้พรรณนาอะไรไว้เป็นพิเศษ
จะอย่างไรก็ตาม บรรดาครูอาจารย์ของสถาบันนาลันทาก็ดำเนินการสอนแก่นักศึกษาสืบต่อๆ กันมาจนลุถึงสมัยพระเจ้าคุปตะ คือประมาณ พ.ศ. ๙๕๘
| |
|
|
| Update เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๙ |
|