กลับไปหน้าหลัก | HOME  
หน้า ๒ | Page 2
นาลันทาสมัยพุทธกาล


นาลันทาสมัยพุทธกาล

     ในสมัยพุทธกาล นาลันทา ถึงจะเป็นเพียงชานเมืองของเมืองหลวงที่ชื่อว่า “ราชคฤห์” ก็ตาม แต่ก็ปรากฏว่า เป็นเมืองที่มั่งคั่งและอุดมสมบูรณ์ มีประชาชนอยู่กันอย่างหนาแน่นและส่วนมากมีความเลื่อมใสในพระพุทธองค์ ตั้งอยู่ทางทิศเหนือ ของราชคฤห์ประมาณ ๑ โยชน์หรือ ๑๖ กิโลเมตร
ที่ได้ชื่อว่า เมืองนาลันทานั้น พระถังซัมจั๋ง เล่าไว้ว่า “ในสมัย ที่พระพุทธองค์ยังทรงเป็นพระบรมโพธิสัตว์ พระองค์ได้เคยเสด็จอุบัติและขึ้นครองเมืองนี้ ในพระชาตินั้น ปรากฏว่าพระองค์เป็นผู้มากด้วยทานบารมี พระองค์ได้อาศัยเมืองนี้เป็นที่ให้ทานเป็นประจำ และใครมาขอสิ่งใด จะไม่เคยได้ยินคำปฏิเสธว่า ฉันไม่ให้หรือไม่มีจะให้ (น อลํ ททามิ) จากพระองค์เลยเป็นอันขาด” และสิ่งของที่พระองค์พระราชทานไปทุกๆ คน ได้รับความปลื้มใจ และชื่นใจ ดังนั้น เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติแด่พระองค์ ให้สมกับความชื่นใจประชาชนจึงพร้อมใจกัน ตั้งชื่อเมืองเสียใหม่ว่า “เมืองนาลันทา” เมืองที่ไม่เคยปฏิเสธในการให้ (น อลํ ทา) หรือเมืองที่ให้แต่ความชื่นใจ (นาลํ ทา)
     
      ในสมัยพุทธกาล นาลันทา นอกจากจะเป็นสถานที่ตั้งของวัด ชื่อว่า ปาวาริกัมพวัน ซึ่งสร้างถวายโดยปาวาริกเศรษฐีแล้ว ยังเป็นบริเวณหมู่บ้านและสถานที่เกิดและนิพพานของท่านพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวาอีกด้วย และก็สถานที่เกิดและนิพพานของท่านพระอัครสาวก ตรงนี้แหละที่เป็นมูลเหตุให้ “มหาวิทยาลัยนาลันทา“ ถือกำเนิดเกิดขึ้นมาดังมีเรื่องเล่าไว้ในบาลีอรรถกถาว่า “ณ วันหนึ่ง ที่เชตวันมหาวิหาร แคว้นเมืองโกศล ท่านพระสารีบุตรพระอัครสาวกเบื้องขวา หลังจากออกจาผลสมาบัติแล้ว เกิดการจินตนาขึ้นว่า ระหว่างพระพุทธเจ้ากับอัครสาวกของพระองค์ท่าน ใครจะนิพพานก่อน” ครั้นทราบว่า คู่อัครสาวกของพระองค์ท่านต้องนิพพานก่อนจึงลองย้อนตรวจดูอายุสังขารแห่งตน แล้วก็ทราบผลว่า เหลืออีกเพียง ๗ วันเท่านั้น เราต้องนิพพานจึงคิดอ่านว่า จะนิพพานที่ไหนดี ทันทีก็นึกถึงโยมมารดาว่า ถึงท่านจะมีลูกชายและลูกหญิงทั้ง ๗ คนเป็นอรหันต์ แต่ตัวโยมมารดานั้น จะหามีความเลื่อมใสในพระรัตนตรัยแม้แต่สักน้อยก็หาไม่ ครั้นลองตรวจดูใหม่ ท่านก็มองเห็นอุปนิสัยแห่งพระโสดาปัตติผล จักบังเกิดแก่โยมมารดาจึงตัดสินใจและตกลงว่าจะไปนิพพานที่บ้านเกิด “นาลกะ” ที่เมืองนาลันทา จึงเรียกพระจุนทะ พระน้องชายมา แล้วสั่งให้ไปแจ้งแก่ภิกษุ ๕๐๐ ผู้เป็นบริวาร ให้มาหา

     ครั้นแล้ว พร้อมด้วยภิกษุทั้ง ๕๐๐ นั้น พากันเข้าเฝ้าพระบรมศาสดา และได้กราบทูลลาเพื่อจะไปนิพพานที่บ้านนาลกะ ณ ที่ห้องเกิด
พระพุทธองค์ครั้นทรงทราบแล้ว จึงทรงอนุญาตให้ท่านไปนิพพานได้ตามปรารถนา แต่ก่อนที่ท่านพระสารีบุตรจะจากไป พระพุทธองค์จึงทรงขอร้องให้ให้ท่านพระสารีบุตรพระธรรมเสนาบดี แสดงธรรมโปรดภิกษุสงฆ์ ต่อหน้าพระพักตร์ของพระพุทธองค์ ซึ่งเป็นกัณฑ์สุดท้าย
พอแสดงพระธรรมเทศนาจบ ท่านพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวา ก็เข้าไปกราบขอขมาต่อพระพุทธองค์ ครั้นเสร็จจากการขอขมาแล้ว จึงพร้อมพระภิกษุสงฆ์ทั้ง ๕๐๐ นั้นเดินออกจากพระเชตวันมหาวิหาร มุ่งหน้าไปยังบ้านเกิดทันที

     ฝ่ายประชาชนชาวสาวัตถี ครั้นได้ทราบว่าพระธรรมเสนาบดี สารีบุตร ได้กราบทูลลา พระพุทธองค์จะไปนิพพานที่บ้านเกิด ณ เมืองนาลันทา ทุกๆ คนในมือขวามีของหอมและดอกไม้ พากันทิ้งบ้านเรือนออกไปส่ง และสยายผมก้มลงกราบทุกทุกถ้วนหน้า ในขณะที่พระสารีบุตรเดินผ่าน พลางปากก็พร่ำรำพันถึงคุณความดีของท่านด้วยประการต่างๆ แล้วก็ร้องไห้ครวญคราง บ่นว่า การจากไปครั้งนี้ของท่านจะไม่หวนกลับมาอีกเหมือนวันก่อนที่จากไป และพร้อมใจกันเดินตามไปส่ง

     ท่านพระธรรมเสนาบดี จึงพูดจาปลอบใจว่า “ขอให้ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาท เพราะธรรมดาของสังขารทั้งหลายมันต้องเป็นอย่างนี้ด้วยกันทั้งนั้น” แล้วขอร้องให้พากันกลับไปบ้าน ส่วนพระธรรมเสนาบดีพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ องค์ที่ตามมา ก็รีบเดินมุ่งหน้าไปยังเมืองนาลันทา และปรากฏว่าพอครบ ๗ วันเวลาตอนบ่ายๆ ท่านพระสารีบุตรพร้อมด้วยภิกษุทั้งหลาย ก็ถึงหมู่บ้านนาลกะพอดี และพร้อมกันนั่งพักอยู่ที่โคนต้นไทรใหญ่ใกล้ประตูบ้าน ขณะนั้น ก็ได้พบหลานชายชื่ออุปเรวตะ เดินมาพอดีที่ประตูบ้าน จึงวานเธอให้ไปบอกกับโยมยายว่า หลวงลุงพระลูกชาย พร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ องค์ จะมาขอพักสักหนึ่งคืน ส่วนหลวงลุงนั้นจะขอพักที่ห้องเกิด

     ฝ่ายนางพราหมณี โยมมารดาคิดว่า “พระลูกชายคงจะเบื่อหน่ายเพศบรรพชิต และคงคิดจะสึกจนอายุถึงเพียงนี้” ดีใจรีบกระวนกระวายปัดกวาดห้องที่เกิดและจัดสถานที่ๆ ให้แก่ภิกษุสงฆ์ ๕๐๐ ตามที่พระลูกชายต้องการ ครั้นจัดเรียบร้อยแล้ว จึงใช้ให้อุปเรวตะผู้เป็นหลานไปนิมนต์พระลูกชายและภิกษุทั้งหลายให้เข้ามา
ท่านพระธรรมเสนาบดี ครั้นได้รับแจ้งจากหลายชายว่าโยมยายไม่ขัดข้อง และให้มานิมนต์เข้าไปในบ้าน จึงพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์ทั้งหมดนั้นพากันเข้าไปข้างใน พระภิกษุทั้ง ๕๐๐ เหล่านั้น ได้พากันเข้าไปพัก ณ สถานที่นางพราหมณีจัดให้ ส่วนพระธรรมเสนาบดีพระลูกชายได้เข้าพัก ณ ห้องที่เกิดตามที่ท่านต้องการ
ในขณะที่พระภิกษุทั้งหลายต่างแยกย้ายกันเข้าไปพักนั้นท่านพระธรรมเสนาบดี ก็เริ่มอาพาธ และค่อยมีอาการหนักขึ้นทุกที ฝ่ายนางพราหมณี พอทราบว่า พระลูกชายอาพาธหนักจึงยืนพิงพักกาย คอยดูอยู่ที่ประตูห้องตลอดคืน

     ปรากฏว่า ตลอดทั้ง ๓ ยามแห่งราตรีนั้นได้มีหมู่เทพเทวัญ ตั้งแต่ชั้นจาตุมมหาราช จนถึงชั้นมหาพรหม ได้เสด็จทะยอยกันมาไหว้ และขอปรนนิบัติ แต่ท่านพระธรรมเสนาบดีไม่ยอมอนุมัติและขอให้เสด็จกลับไป โดยบอกว่า อาตมาภาพนั้นมีจุนทะพระน้องชายช่วยปรนนิบัติอยู่แล้ว
ฝ่ายโยมมารดา ครั้นได้เห็นหมู่เทพเทวาและท้าวมหาพรหมเสด็จมาเยี่ยมและยืนไหว้พระลูกชายแล้ว ต่างก็เสด็จกลับไป จึงเกิดความสงสัยใคร่ที่จะรู้ จึงรีบเดินไปที่ประตูห้องของพระลูกชาย และได้ถามไถ่เรื่องราวดูกะจุนทะ พระลูกชาย

พระจุนทะ จึงพาโยมมารดาเข้าไปในห้องของหลวงพี่แล้วเล่าเรื่องของโยมแม่พราหมณี ที่มาถาม
– มีธุระอะไรหรือโยมมหาอุบาสิกา จึงได้เข้ามาในเวลาเช่นนี้
โยมมารดาพระธรรมเสนาบดี – ก็จะพบพระลูกชายของฉัน นะซี จึงเข้ามา คือโยมอยากรู้ว่ายามต้นน่ะ เป็นคนหรือเป็นใครที่มาหา ?
พระธรรมเสนาบดี – เป็นเทวดาชั้นจาตุมมหาราช ไงละโยมแม่
โยมมารดา – เอ้า ลูกของแม่น่ะใหญ่โตกว่าท่านทั้งหลายเหล่านั้นอีกเชียวหรือ ?
พระธรรมเสนาบดี – ท่านท้าวมหาราชทั้ง ๔ นี้ นะโยมมหาอุบาสิกา คือคนคอยดูแลวัด และคอยช่วยจัดการอารักขาพระบรมศาสดาของเรานับแต่วันพระองค์ ประสูติเรื่อยมาจนถึงวันนี้
โยมมารดา – และเมื่อท้าวจาตุมมหาราชกลับไปแล้ว ใครเล่ามาเยี่ยมต่อ ?
พระธรรมเสนาบดี – ก็ท้าวสักกะเทวราชอย่างไรเล่า คุณโยมมหาอุบาสิกา
โยมมารดา – และเมื่อท้าวสักกะเทวราชเสด็จกลับไปแล้ว เป็นใครเล่ามีแสงสว่างทั่วสรรพางค์กายเสด็จต่อมา
พระธรรมเสนาบดี – นั่นก็คือท้าวมหาพรหม ที่คุณโยมมหาอุบาสิกาบูชาและกราบไหว้อยู่ทุกวันทุกคืนอย่างไรเล่า
โยมมารดา – ถ้าเป็นจริงอย่างนั้น พระลูกชายของฉันก็ใหญ่โตและประเสริฐกว่า ท่านท้าวมหาพรหมเหล่านั้นอีกนะซี ?
พระธรรมเสนาบดี – ก็ท่านท้าวมหาพรหมพวกนี้นั้นแหละ ที่ทรงเอาตาข่ายทองคำ นำไปรองรับพระพุทธองค์ ในวันที่ทรงประสูติจากครรภ์พระมารดาไงเล่า คุณโยมมหาอุบาสิกา

โยมมารดา – ครั้นฟังคำบอกเล่าเกี่ยวกับพวกเทพเทวัญจากพระลูกชายเช่นนั้น จึงคิดว่า พระลูกชายของฉันยังใหญ่โตและประเสริฐเพียงนี้แล้ว จะป่วยกล่าวไปไยถึงองค์สมเด็จพระชินสีห์สุคตเจ้า ผู้ซึ่งเป็นพระบรมครูของลูกฉัน ทันใดนั้นพลันปีติทั้ง ๕ ประการคือขุททกาปีติขณิกาปีติอุพเพงคาปีติ และผรณาปีติ ก็ซาบซ่านไปทั่วสรรพางค์กาย ใบหน้าที่เคยเศร้าหมองเมื่อเห็นพระลูกชาย กลับผ่องใส
ท่านพระธรรมเสนาบดีพอมองเห็นหน้าโยมแม่ก็ทราบได้ทันทีว่า ขณะนี้โยมมารดาอิ่มเอิบและเป็นสุขใจ สมควรที่จะแสดงพระธรรมเทศนาโปรดท่านได้ แต่ก่อนที่จะแสดงพระธรรมเทศนาโปรดนั้น ท่านพระธรรมเสนาบดี จึงทดลองถามเป็นเชิงหยั่งความในใจว่า คุณโยมมหาอุบาสิกากำลังคิดอะไร เห็นเงียบไปไม่พูด ?
โยมมารดา – ฉันกำลังคิดว่า ถ้าพระลูกชายของฉันยังใหญ่โตและประเสริฐกว่าพระมหาพรหมที่โยมแม่เคารพและบูชาถึงขนาดนี้ แล้วสมเด็จพระชินศรี สัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งเป็นพระบรมครูของพระลูกชายเรา จะยิ่งใหญ่และประเสริฐมากกว่าเพียงไร
และทันใดที่โยมมารดาพูดจบ ท่านพระธรรมเสนาบดีก็เริ่มแสดงธรรมอย่างพิสดาร โดยเริ่มต้นว่า คุณโยมมหาอุบาสิกา

     ในวันที่สมเด็จพระบรมศาสดาประสูติจากพระครรภ์มารดา ในวันที่พระองค์ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ และในวันที่พระองค์ทรงแสดงปฐมเทศนาก็ดี ปรากฏว่า ปฐวีทั่วหมื่นโลกธาตุ ได้ดังลั่นจนสนั่นหวั่นไหว เพราะทางด้านศีล สมาธิ ปัญญา วิมุตติและวิมุตติญาณทัสสนะแล้ว ไม่มีใครเทียบพระพุทธองค์ได้ แล้วก็ลงท้ายด้วยบทสรรเสริญแห่งพระพุทธคุณว่า อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ. พอถึงคำว่า พุทโธ ภะคะวาติ จบลงเท่านั้น โยมมารดาก็พลันตั้งอยู่ในโสดาปัตตผลเป็นพระอริยบุคคลชั้นต้นในพระพุทธศาสนา แล้วพูดกับพระลูกชายของตนเป็นเชิงน้อยใจว่า “ทำไมลูกอุปติสสะ จึงได้ทรมานโยมแม่ถึงเพียงนี้ แทนที่ลูกจะให้โยมแม่ได้ชิมรสอมตธรรม คือความไม่ตาย มาตั้งแต่ก่อนโน้น แต่กลับยอมปล่อยวันเวลาให้ล่วงพ้นจนมาถึงเอาวันนี้”
ท่านพระธรรมเสนาบดีคิดว่า บัดนี้เราได้ทำการใช้หนี้โยมมารดา ที่ได้เลี้ยงดูเรามา นับว่าเป็นการเพียงพอแล้ว จึงขอร้องให้โยมมารดาออกไปจากห้อง แล้วหันหน้ามาถามพระจุนทะน้องชายว่า “เป็นเวลาเท่าไรแล้ว?” ครั้นได้รับคำตอบว่า “เป็นเวลาใกล้รุ่งครับหลวงพี่”

     ท่านพระธรรมเสนาบดีเห็นว่ายังพอมีเวลา จึงให้พระจุนทะไปตามพระภิกษุทั้งหมด มาประชุมกัน ณ ที่ห้องของท่านนั้น
เมื่อพระภิกษุสงฆ์ทั้งหมด มาประชุมกันแล้วท่านพระธรรมเสนาบดี จึงให้จุนทะพระน้องชายช่วยพยุงกายของท่านลุกขึ้นนั่ง แล้วพลางกล่าวขอขมาว่า “ตลอดระยะเวลา ๔๔ ปีที่เราได้เคยอยู่ร่วมและไปไหนด้วยกันมา หากจะมีอะไรขาดตกบกพร่องทางกาย วาจา และใจ ขอท่านทั้งหลายจงให้อภัยผมด้วย” แทนที่ภิกษุสงฆ์เหล่านั้นจะกล่าวตอบว่า “พวกผมทั้งหลายขอยกอภัยให้ท่าน” แต่กลับพากันพูดว่า “ตลอดระยะเวลาที่พวกกระผมติดตามท่านอาจารย์ไป ท่านอาจารย์ไม่เคยทำความไม่พอใจแก่พวกกระผมแม้แต่สักนิดก็หาไม่” แล้วจึงพร้อมใจกันกล่าวขอขมาลาโทษต่อท่านว่า “ตุมฺเห ปนมฺหากํ ขมถาติ” ขอท่านพระอาจารย์ นั้นแหละ จงยกโทษให้พวกกระผมด้วยเถิด”
แล้วท่านพระธรรมเสนาบดี ก็ดึงจีวรขึ้นห่มและปิดหน้านอนตะแคงขวา เริ่มเข้าอนุปุพพวิหารสมาบัติอนุโลมและปฏิโลม อย่างพระบรมศาสดาและเข้าสู่อนุปปาทิเสสนิพพาน คือดับกิเลสพร้อมทั้งเบญจขันธ์ ณ วันรุ่งอรุณแห่งวันเพ็ญเดือน ๑๒ ที่ห้องท่านเกิดนั่นเอง
ฝ่ายโยมมารดาคิดว่า “คงจะมีอะไรเกิดขึ้นแก่พระลูกชาย เพราะเห็นนอนเงียบไปและหยุดพูด” จึงเดินเข้าไปและทรุดตัวลงนั่งพลางก็เอามือแตะดูที่หลังเท้า พอทราบว่าพระลูกชายนิพพาน จึงหมอบลงที่เท้า และร้องตะโกนจนเสียงดังลั่นคร่ำครวญรำพันถึงต่างๆ นานาว่า “แต่ก่อนนี้ แม่ไม่ทราบว่าลูกที่รัก จักประเสริฐสุดถึงเพียงนี้

     ฉะนั้นแม่จึงพลาดโอกาสที่ดีๆ ในการที่จะได้นิมนต์พระเป็นจำนวนร้อยและพัน ฯลฯ ให้ได้มานั่งฉันที่บ้านหลังนี้ และพร้อมกับถวายจีวรเนื้อ ดีๆ ให้ท่านได้ใช้สอย และยิ่งไปกว่านั้น แม่จะสร้างวิหารเป็นจำนวนร้อยจำนวนพันให้ท่านได้อาศัย ฯลฯ” จนพระอาทิตย์อุทัยสู่ท้องฟ้า
ด้วยแรงศรัทธาและความรักในพระลูกชายจึงสั่งให้คนไปตามช่างทองมาเปิดห้องเก็บทองคำ แล้วให้นำเอาไปชั่งและสร้างเมรุเป็นรูปเรือน ๕๐๐ ยอด แต่ละยอดมีราคา ๑๐๐ กหาปณะให้สร้างมณฑปหลังใหญ่ ที่ทำด้วยไม้สาละที่กลางบริเวณบ้านพร้อมกับให้ติดตั้งเรือนยอดตัวใหญ่ตรงกลางใจมณฑป ส่วนตัวเล็กๆ ที่เหลือให้ติดตั้งประกบเป็นบริวาร พอเสร็จแล้วได้ให้พนักงานไปอัญเชิญสรีระพระลูกชายนำขึ้นไปประดิษฐานไว้บนเมรุนั้น ฝ่ายพนักงานการละเล่นก็เริ่มแสดง
พอครบ ๗ วัน พวกประชาชนที่มาประชุมกันทั้งหมดนั้น ต่างก็ทยอยกันขึ้นไปเผาด้วยไม้หอมชื่อว่า อุสิระ และในการประชุมเพลิงคืนนั้น ทางเจ้าภาพได้จัดให้มีการแสดงธรรมกันตลอดคืน

     พอถึงเวลาดับพระธาตุ ท่านพระอนุรุทธาจารย์ผู้เป็นปราชญ์ก็เอาน้ำหอมขึ้นไปประพรม ฝ่ายพระจุนทะพระลูกชายโยมอุบาสิกา ก็นำเอาผ้าขาวมาห่อพระธาตุ และพร้อมกับได้นำบาตรและจีวรของหลวงพี่ รีบเดินไปทางไปยังวัดเชตวัน เมืองสาวัตถี เพื่อเฝ้าพระพุทธองค์ และก่อนที่จะไปกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ท่านได้แวะเข้าไปกราบและรายงานให้พระอานนท์ พระอุปัชฌาย์ได้ทราบแล้ว พร้อมกับอุปัชฌาย์ของท่านได้พากันนำเอาไปกราบทูลถวายแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า
พระพุทธองค์หลังจากได้ทรงยื่นพระหัตถ์รับพระธาตุทันทีก็ได้นำเอามาวงไว้บนพระหัตถ์เบื้องขวา แล้วทรงเริ่มกล่าวพรรณนาคุณความดีของท่านพระสารีบุตร ต่อหน้าประชุมสงฆ์นานัปการ เสร็จแล้ว ทรงรับสั่งให้สร้างเจดียสถานสำหรับบรรจุพระธาตุของท่านไว้ ณ วัดเชตวันมหาวิหาร
ฝ่ายชาวเมืองนาลันทา ครั้นได้พากันจัดการประชุมเพลิงสรีระร่างของท่านพระธรรมเสนาบดีเรียบร้อยแล้ว เกิดความคิดว่า “ท่านพระธรรมเสนาบดี พระสารีบุตร ท่านได้มานิพพาน ณ สถานที่ๆ แห่งเดียวกันกับสถานที่ท่านเกิดชรอยว่า สถานที่แห่งนี้ คงจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์เป็นแน่ แล้วจึงพร้อมใจกันเปลี่ยนแปลงห้องที่ท่านเกิดและนิพพาน ให้กลับกลายเป็นเจติยสถานไว้สำหรับนมัสการและบูชา”
นับตั้งแต่บัดนั้นเป็นต้นมา บรรดาพระลูกศิษย์ลูกหาที่มีความเคารพในพระธรรมเสนาบดีสารีบุตร ก็ได้สร้างกุฏิและวิหารล้อมรอบเจดีย์องค์นั้น และต่างก็ได้พากันศึกษาและร่ำเรียนคำสั่งสอนของพระบรมศาสดา และได้เทศนาโปรดต่อประชาชนผู้ที่สนใจใคร่ฟังธรรมสืบๆ ต่อกันมา จนถึงสมัยพระเจ้าอโศกมหาราช

 

 
Update เมื่อวันที่ ๒๖ สิงหาคม ๒๕๔๙
<< First | < Previous 1| 2 | 3 | 4 | | 6 | 7 Next 3 >> | Last >>
     
พัฒนาเว็บถวายวัดไทยพุทธคยา-อินเดีย โดย... พระครูธรรมธร ดร.แอ๊ว สุธมฺมปาโล