มหาวิทยาลัยนาลันทา
มหาวิทยาลัยนาลันทา หรืออย่างที่พวกเราเรียกกันจนชินปากว่า “นาลันทาเก่า” ที่กำลังพูดถึงอยู่นี้ เดิมทีในสมัยพุทธกาล นอกจากจะเป็นบริเวณบ้านของท่านพระสารีบุตร พระอัครสาวกเบื้องขวาแล้ว ยังเป็นบริเวณวัดปาวาริกัมพวัน อีกสถานหนึ่งด้วย
และเมื่อพระพุทธศาสนาล่วงไปได้ประมาณ ๑๑๗๒ ปีได้เคยเป็นมหาวิทยาลัย ที่มีชื่อเสียงแผ่ไปทั่วชมพูทวีปและนอกประเทศ ดังที่พระถังซัมจั๋ง ได้เล่าไวในจดหมายเหตุคราวที่ท่านได้มาศึกษา ณ มหาวิทยาลัยแห่งนี้ว่า มีตึกสูงถึง ๖ ชั้น มี นักศึกษาประมาณ ๑๐,๐๐๐ ท่าน มีพระพุทธรูปปางสมาธิตั้งตระหง่านสูงถึง ๑๒ วา มีคณะครูอาจารย์รวมทั้งคนทำงานอีก ๑,๕๐๐ และต่อจากนั้นมาอีกประมาณ ๖๐๐ ปีเศษ พระนักศึกษาชาวธิเบตได้บันทึกเป็นรายละเอียดเพิ่มเติมอีกว่า “มหาวิทยาลัยนาลันทา นอกจากจะมีตึกตั้งตระหง่านสูงถึง ๖ ชั้นแล้ว ฯลฯ ยังมีห้องสมุดใหญ่ๆ อยู่อีก ๓ หลังตั้งตะหง่านหลังที่หนึ่งมีชื่อเรียกว่า รตนสาคร หลังที่สองมีชื่อเรียกว่า รตโนธทิ และหลังที่สามมีชื่อเรียกว่า รตนรัญชกะ แต่ละหลังสูงถึง ๙ ชั้น มีตำรับตำราให้เราได้ค้นและอ่านอย่างครบถ้วน และเนื้อที่ของมหาวิทยาลัย สมัยนั้นดูช่างกว้างใหญ่และไพศาลกว้างยาวตกประมาณถึง ๑๐ ไมล์”
แต่อนิจจา ได้กลับกลายเป็นเพียงซากโบราณสถานที่ยังหลงเหลือให้เราท่านได้เห็นและศึกษาในปัจจุบัน เพียงตึกอย่างสูงไม่เกิน ๒ ชั้น และมีเนื้อที่เหลือเพียงประมาณ ๘๐ ไร่เศษ ทางด้านใต้มีอาณาเขตติดต่อกันหมู่บ้านกัปปัตติยะและมูซัพฟาปูร์ ด้านตะวันออกติดต่อกับหมู่บ้านสารีจักร ด้านเหนือมีอาณาเขตติดต่อกับหมู่บ้านบารากาว ส่วนด้านตะวันตกนั้นติดต่อกับเขตทุ่งนา อยู่ห่างไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ของเมืองปัตนะประมาณ ๙๐ กิโลเมตร
สาเหตุที่ทำให้มหาวิทยาลัยแห่งนี้ กลับกลายเป็นซากโบราณสถาน ท่านตารนารถ ได้เห็นเหตุการณ์ และท่านบันทึกไว้ในสมัยที่ท่านได้มาอยู่ว่า “ในปี พ.ศ. ๑๗๔๒ พวกเติ๊ก (มุสลิม) ได้เข้าครอบครองชมพูทวีปหมดแล้ว ในปี พ.ศ. ๑๗๖๖ ก็ได้เริ่มทำลายวัดวาอารามต่างๆ เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยนาลันทานั้น ได้ถูกทำลายมากกว่าสถานที่แห่งอื่นๆ ในมคธประเทศ และหลังจากนั้นมาอีก ๑๒ ปีเศษ ก็ได้ถูกพวกเดียรถีย์เผาซ้ำอีกทีเป็นวาระที่สอง” เข้าทำนองคำโบราณที่ว่า “ผีซ้ำ ด้ำพลอย”
จำเดิมแต่นั้นมา มหาวิทยาลัยนาลันทา ก็ถูกทอดทิ้งเพราะไม่มีสถานที่ๆ จะให้พักพิง และอยู่อาศัย และแล้วก็ถูกแผ่นดินทับถมลงไปทีละเล็กละน้อยและค่อยๆ มากขึ้นจนปราฏเป็นเนินดินที่สูงใหญ่ปราศจากผู้คนที่จะสนใจและถูกลืมเสียสิ้นกินเวลาประมาณถึง ๖๒๕ ปี ผลที่สุดก็มีคนดีมาจากประเทศอังกฤษ ชื่อท่านเซอร์คันนิ่งแฮม นักโบราณคดีท่านได้พยายามค้นสืบเสาะหาตำแหน่งแห่งที่ตามตำราของพระถังซัมจั๋ง ที่ท่านบันทึกไว้ และผลสุดท้าย ท่านก็ได้พบสถานที่ของมหาวิทยาลัยนาลันทา สมความปรารถนาทุกประการ เมื่อพุทธศาสนายุกาลล่วงได้ ๒๔๐๓ ปี หากจะนับตั้งแต่วันที่ท่านค้นพบมาจนถึงวันนี้รวมเป็นเวลา ๑๒๗ ปีเศษ
ดังนั้น เพื่อประโยชน์ต่อการศึกษา ข้าพเจ้าจะขอเล่าเกี่ยวกับความเกิดขึ้นและความเป็นมาของมหาวิทยาลัยแห่งนี้ เริ่มแต่สมัยพุทธกาล จนถึงปัจจุบันโดยย่อๆ ดังต่อไปนี้