็![]() |
|||||||
|
|||||||
ก้านด้านในมีรูปร่างเหมือนพญานาค |
|||||||
พระเทพโพธิวิเทศ |
กำลังอธิบายเรื่องดอกบัว |
||||||
อาจารย์นันทวัน พุกกเวศ |
เป็นผู้ปลูก เมื่อ ๒๘ มิ.ย. ๒๕๔๙ | สีมีความสวยงามมาก |
มองให้ชัดๆ ว่า ดอกบัว |
๑ ก้านนั้น มี ๓ ดอกอย่างไร |
|||
มองให้ชัดๆ ว่า ดอกบัว ๑ ก้านนั้น มี ๓ ดอกอย่างไร |
|||||||
|
เมื่อเวลาเช้าของวันอาทิตย์ที่ ๓ กันยายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ได้เกิดมหัศจรรย์อันเป็นประวัติศาสตร์ของโลกในยุคนี้ขึ้น คือ ดอกบัวหนึ่งก้าน แตกดอกออกเป็น ๓ ดอก มีใบ ๙ ใบ (ก้านแรกมี ๑ ดอก ก้านที่ ๒ มี ๓ ดอก และก้านที่ ๓ กำลังตูมๆ ซึ่งกำลังโผล่จากน้ำ ยังไม่ทราบว่าจะมีกี่ดอก/ ๕ กันยายน ๒๕๔๙) ในกระถางปลูกดอกบัว อยู่บริเวณด้านหน้าห้อง (กุฏิอาคาร ๑ ห้อง ๑๐๑) ของพระเดชพระคุณหลวงพ่อพระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล, ป.ธ.๙, Ph.D.) เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา-อินเดีย (รูปที่ ๓) หัวหน้าพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ประเทศอินเดีย เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนัก...!!! พระเดชพระคุณหลวงพ่อฯ เล่าว่า ตั้งแต่มาอยู่ประเทศอินเดีย ๔๖ ปี ทำหน้าที่เป็นผู้นำชาวพุทธบริษัทจาริกแสวงบุญ (ไกด์) กราบไหว้สักการะสังเวชนียสถาน ทั้ง ๔ ตำบล ณ ประเทศอินเดีย เป็นเวลากว่า ๔๐ ปี มีแต่เล่าเรื่องจากตำรา (พระไตรปิฎก) ว่า ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ตรัสรู้ นั้น เมื่อครั้น อาภัสสรพรหม ลงมายังพื้นโลก และได้ชิมลิ้มรสง้วนดินภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ตรัสรู้ ได้เห็นดอกบัว ๑ ก้าน มี ๕ ดอก ซึ่งเป็นนิมิตรหมายว่า ในภัทรกัปป์นี้จะมีพระพุทธเจ้ามาอุบัติในโลกนี้ ๕ พระองค์ คือ (๑) พระกกุสันโธ (๒) พระโกนาคมโน (๓) พระกัสสโป (๔) พระโคตโม และ (๕) พระศรีอริยเมตตรัยโย มีแต่เล่าเรื่อง ดอกบัว ๑ ก้าน มี ๕ ดอก ให้ผู้จาริกแสวงบุญฟัง... แต่ก็ไม่เคยเห็นดอกบัวจริงๆ เลย บัดนี้...หมดคำถามและข้อสงสัยแล้วว่า...ไม่น่าเป็นไปได้ดังคำถามของผู้จาริกแสวงบุญบางท่านถาม ซึ่งหลวงพ่อฯ ก็ตอบได้แต่เพียงว่า...ตำรา...กล่าวไว้อย่างนี้ วันนี้หลวงพ่อฯ และคณะสงฆ์วัดไทยพุทธคยา วัดไทยในเขตโพธิคยา พร้อมด้วยพุทธบริษัทผู้มาปฏิบัติธรรม ระหว่างพรรษา ๒๕๔๙ ได้เห็นดอกบัวของจริงแล้วว่าเป็นอย่างไร? ท่านใด...มีความสงสัย หรือ สนใจอย่างไร สามารถเดินทางไปดูได้ที่วัดไทยพุทธคยา-อินเดีย หรือจะพิจารณาดูภาพที่โพสท์ขึ้นบนเว็บไซด้นี้ เพื่อเป็นบุญตาที่เห็นและจิตที่เป็นมหากุศลก็ได้ (ภาพทั้งหลายเหล่านี้ไม่สงวนลิขสิทธิ์ ท่านสามารถดาวน์โหลดและนำไปอัดขยายบูชาได้ ... แต่ห้ามนำไปทำเป็นธุรกิจค้าขาย) |
|||||||
ภาพโดย...พระครูธรรมธร ดร.แอ๊ว สุธมฺมปาโล |
|||||||
ประวัติศาสตร์เรื่องดอกบัวมหัศจรรย์ |
พระมหาประภาศ โรจนธมฺโม : พิมพ์/ตรวจทาน |
|
(๑) แต่นี้ไปจักกล่าวด้วยเรื่องตั้งภัททกัลป์ เป็นกาลอันบังเกิดแห่งพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ มีพระกกุสนธ์เป็นต้น และมีพระศรีอริยเมตตไตย์เป็นที่สุด ในพระพุทธเจ้าทั้ง ๕ พระองค์นี้ นักปราชญ์ผู้ประกอบไปด้วยคัมภีรปัญญา จึงกดหมายว่า ตั้งแต่ไฟไหม้กัลป์ก่อนกัลป์นี้ไป ตั้งแต่ชั้นอาภัสสราลงมาภายต่ำว่างเปล่าเป็นอากาศอยู่หาที่สุดมิได้ แล้วก็มีมหาเมฆตั้งขึ้น ฝนก็ตกลงมาเพื่อจักให้บริบูรณ์นี้ไซร้ ตกลงมาทีแรกเป็นเม็ดละเอียดประดุจน้ำค้าง แล้วโตขึ้นๆ เท่าปลายข้าวเท่าเม็ดข้าวสาร และเม็ดถั่วเขียว เท่าลูกพุทราและมะขามป้อม และโตเท่าลูกน้ำเต้าและลูกฟักเขียว ทวีขึ้นไปทุกทีๆ โตถึงครึ่งโยชน์และสองโยชน์ ตลอดถึงพันโยชน์ ตกเต็มทั่วไปในแสนโกฏิจักรวาล ตามเขตที่ไฟไหม้นั้น น้ำก็ท่วมขึ้นไปถึงชั้นอาภัสสราโพ้น ฝนนั้นจึงหาย ส่วนใต้น้ำนั้นลมพัดดันไว้ทางด้านขวาง ครั้นลมหายแล้วน้ำก็เป็นแท่งประดุจดังเอาใบบัวห่อน้ำไว้ ฉะนั้น เมื่อลมกระทำให้เป็นก้อนเป็นแท่งแล้วก็แตกลงโดยลำดับกัน ถึงที่พรหมอยู่เมื่อก่อนก็บังเกิดเป็นภูมิขึ้น เพื่อให้เป็นที่เกิดแห่งพรหมทั้งหลายที่เกิดมาภายหลัง เป็นชั้นๆ ลงมาถึงชั้นกามาวจรภูมิ แต่ก่อนนั้นลมมีกำลังยิ่งนัก พัดน้ำให้แขวนอยู่เหมือนดังปิดปากธรรมกรกนั้นแล ผิว่าน้ำภายบนนั้นเกิดเป็นรสหวานแล้วก็แห้งเกิดเป็นแผ่นดินลอยอยู่ภายบนน้ำ ประดุจดังดอกบัวอันลอยอยู่เหนือผิวน้ำ จึงได้เรียกว่าแผ่นดินและแผ่นดินนั้นมีวรรณะและมีรสหอมยิ่งนัก เป็นแผ่นประดุจดังน้ำข้าวต้มอันอยู่ภายบนฉะนั้น ในที่ประดิษฐานแห่งไม้มหาโพธิแต่ก่อนนั้น ครั้นมาถึงกาลสมัยที่ไฟไหม้ล้างกัลป์นี้ ในที่นั้นก็ฉิบหายภายหลังที่สุด เมื่อจะตั้งกัลป์ก็ตั้งขึ้น ณ ที่นั้นก่อนไซร้ ในที่นี่จักกล่าวด้วยนิมิตอันพระพุทธเจ้าทั้งหลาย จักมาบังเกิดและบ่มิได้มาบังเกิดในกัลป์ทั้งหลาย ให้พึงรู้ดังนี้ว่า ยังมีกอบัวกอหนึ่งบังเกิดขึ้นในที่โพธิบัลลังก์ แห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลายมีเที่ยงแท้ ผิว่าพระพุทธเจ้าบ่มิได้มาบังเกิดในกัลป์ในกัลป์นั้น กอบัวกอนั้นก็หาดอกบ่มิได้ ผิว่าพระพุทธเจ้าจักมาบังเกิดในกัลป์นั้น พระองค์หนึ่งหรือสอง สาม สี่ ห้า พระองค์ก็ดี บัวกอนั้น ก็มีดอกๆ หนึ่งหรือสอง สาม สี่ ห้า ดอกตามพระพุทธเจ้า ที่จะลงมาบังเกิดน้อยและมาก อันนี้เป็นธรรมดา และในกัลป์หนึ่งจะมากกว่า ๕ พระองค์ไป ก็ยังไม่ปรากฏ ดอกบัวนั้นแม้ว่าจะมีดอกหนึ่ง หรือสอง สาม สี่ ห้า ดอกก็ตาม ย่อมมีก้านๆ เดียวเท่านั้น จะมีหลายก้านอย่างดอกบัวธรรมดานี้หามิได้แล เหตุว่าพรหมทั้งหลายที่อยู่ในชั้นสุทธาวาสโน้น เขาเจรจากันว่า ดูราชาวเราทั้งหลาย ในกัลป์นี้จะมีพระพุทธเจ้ามาบังเกิดกี่พระองค์ หรือว่าไม่มีมาบังเกิด แม้แต่พระองค์เดียวประการใด มาเราทั้งหลายจงพากันลงไปดูนิมิตแห่งดอกปทุมนั้นก่อน ว่าแล้วก็พากันลงมาสู่ที่อันพระพุทธเจ้าทั้งหลายจักได้มาตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ ถ้าในกัลป์ใดไม่มีพระพุทธเจ้าลงมาบังเกิด ก็เห็นแต่กอบัวเปล่ามิได้เห็นดอกบัว เมื่อเป็นเช่นนั้นพรหมทั้งหลายก็บังเกิดความน้อยเนื้อต่ำใจยิ่งนัก จึงเจรจากันว่า ดูราชาวเราทั้งหลาย มนุษยโลกทั้งหลายอันมาเกิดในกัลป์นี้ จักมืดมัวหลงจากการทำบุญให้ทาน อันเป็นคลองแหงพระนิพพาน ครั้นว่าจุติจากชาติอันเป็นมนุษย์นี้แล้ว ก็จักไปจมอยู่ในจตุราบาย ส่วนพรหมโลกนั้นเล่า ก็จักเปล่าเสียจากพรหมทั้งหลาย เมื่อพรหมทั้งหลายมีความน้อยเนื้อต่ำใจฉะนี้ แล้วก็ชวนกันไปสู่ที่อยู่แห่งตนๆ ถ้าในกัลป์ใดเขาเห็นบัวกอนั้นมีดอกหนึ่ง หรือสองดอก พรหมทั้งหลายก็บังเกิดความโสมนัสยิ่งนัก จึงกล่าวด้วยความยินดีซึ่งกันและกันว่า ดูราชาวเราทั้งหลาย ในกัลป์นี้มีพระพุทธเจ้ามาบังเกิดชาวเราทั้งหลายจักได้เห็นพระปาฏิหาริย์ของพระพุทธเจ้า ในขณะเมื่อพระองค์มาถือเอาปฏิสนธิ ๑ เมื่อประสูติ ๑ เมื่อออกบวช ๑ เมื่อตรัสรู้พระสัพพัญญุตญาณ ๑ เมื่อเทศนาธรรมจักร ๑ เมื่อทรงกระทำยมกปาฏิหาริย์ ๑ เมื่อเสด็จลงจากดาวดึงส์ ๑ ปลงสังขารเมื่อจะสิ้นพระชนมายุ ๑ และในขณะเมื่อปรินิพพาน ๑ อบายทั้ง ๔ จักเปล่าเสีย ฉกามาพจรและพรหมโลกก็จักเต็มไปด้วยหมู่เทวดาทั้งหลายเป็นเที่ยงแท้ พรหมทั้งหลายมีความยินดีด้วยประการฉะนี้ แล้วก็ชวนกันไปสู่ที่อยู่แห่งตนๆ ทุกๆ กัลป์ที่บังเกิดขึ้นใหม่พรหมทั้งหลายย่อมลงมาดูนิมิตอันจักลงมาบังเกิดและไม่ลงมาบังเกิดแห่งพระพุทธเจ้าทั้งหลาย อันนี้หากเป็นธรรมดา ครั้นมาในภัททกัลป์แห่งเรานี้ พรหมทั้งหลายก็ลงมาดูเห็นดอกบัวมีอยู่ในก้านเดียวกันถึง ๕ ดอก ก็รู้ได้ว่าพระพุทธเจ้าจะลงมาบังเกิดถึง ๕ พระองค์แท้ไซร้ พรหมทั้งหลายที่อยู่ในชั้นอาภัสสราแต่ก่อนนั้น ครั้นจุติด้วยสามารถสิ้นบุญ ก็ได้ลงมาถือเอาปฏิสนธิเป็นอุปปาติก มีร่างกายอันสูงใหญ่ได้ ๑๐๐ โยชน์ และมีรัศมีรุ่งเรืองเช่นเดียวกับเมื่ออยู่ในชั้นอาภัสสรานั้น เมื่อมาได้ลิ้มรสแห่งดินแล้ว แสงสว่างแห่งรัศมีและฌานที่มีอยู่นั้นก็เสื่อมหายไปทั้งสิ้น ภัยแห่งความมืดก็บังเกิดมีขึ้นเป็นที่น่ากลัวยิ่งนัก ครั้งนั้นพระอาทิตย์มีปริมณฑลอันกว้างใหญ่ถึง ๕๐ โยชน์ก็บังเกิดขึ้น กำจัดอากาศอันน่ากลัวไปเสียให้พ้นแล้ว ก็บังเกิดอากาศอันกล้าหาญปรากฏออกมา เมื่อพรหมทั้งหลายเห็นปริมณฑลแห่งพระอาทิตย์ปรากฏออกมาดังนั้นก็มีความยินดียิ่งนัก จึงกล่าวว่าเราทั้งหลายได้เห็นรัศมีอันแจ้งคราวนี้ ท่านผู้นี้มากำจขัดภัยอันน่ากลัวไปเสียแล้ว ให้บังเกิดความกล้าหาญแก่เราฉะนี้ เหตุนี้ท่านผู้นี้จงมีชื่อว่าสุริโยนั้นเถิด พรหมทั้งหลายจึงให้ชื่อพระอาทิตย์ว่าสุริยะนั้นแล ครั้นพระรัศมีแห่งพระสุริยอาทิตย์ลับลงไปในทางทิศตะวันตกดังนั้น พรหมทั้งหลายก็บังเกิดความกลัวขึ้น จึงกล่าวแก่กันว่า รัศมีอันเราได้เห็นนี้หายไปเสียจากเราแล้ว ถ้าหากว่ามีรัศมีอันอื่นบังเกิดแก่เราไซร้ เราทั้งหลายจักมีความยินดียิ่งนัก ในขณะเมื่อพรหมเจรจากันอยู่นั้น พระจันทร์มีปริมณฑลอันกว้างใหญ่ถึง ๔๙ โยชน์ ก็ปรากฏออกมา พรหมทั้งหลายเมื่อได้เห็นปริมณฑลแห่งพระจันทร์ก็มีความยินดียิ่งนัก จึงกล่าวว่าท่านผู้นี้จงมีชื่อว่าจันทร์นั้นเถิด โวหารคำว่าจันทร์นั้นจึงเรียกกันต่อมาเท่ากาลบัดนี้แล ในกาลเมื่อพระอาทิตย์และพระจันทร์บังเกิดมาครั้งนั้น หมู่ดาวทั้งหลายก็บังเกิดมาพร้อมกับด้วยพระจันทร์ ส่วนกลางวันและกลางคืนและฤดูทั้ง ๓ ก็บังเกิดแต่กาลนั้นนั้นมา เขาสิเนรุและเขาสัตตภัณฑ์ จักรวาล น้ำในมหาสมุทร ทวีปใหญ่ทั้ง ๔ และทวีปน้อย ๒,๐๐๐ ทวีป ป่าหิมพานต์ สิ่งทั้งหลายเหล่านี้ก็บังเกิดขึ้นพร้อมกัน ไม่มีก่อนมีหลังในวันเดือน ๖ เพ็ญนั้นแล แผ่นดินนี้มีสัณฐานประดุจข้าวต้มอันข้น เดือดอยู่ในเวลาที่ยกลงมาไว้ให้เย็นนั้น บางแห่งก็สูงกว่าเพื่อน บางแห่งก็ต่ำๆ สูงๆ บางแห่งก็เป็นบ่อลึกลงไป อันนี้มีฉันใด พื้นแห่งแผ่นดินก็มีสัณฐานฉันนั้น ที่สูงกว่าเพื่อนเปรียบเหมือนเขาพระสุเมรุ ที่ต่ำๆ สูงๆ นั้นเปรียบเหมือนภูเขาน้อยใหญ่ทั้งหลาย ที่ลึกเป็นร่องลงไปนั้นเปรียบเหมือนน้ำมหาสมุทร ที่ราบเสมอนั้นเปรียบเหมือนพื้นแผ่นดินธรรมดาฉะนี้แล ฝ่ายพรหมทั้งหลายที่ได้บริโภครสแห่งแผ่นดินนั้น ก็บังเกิดราคะตัณหาเสื่อมเสื่อมจากฌานและรัศมีแสงสว่างอันนั้น ก็ได้ชื่อว่าคน คำที่ว่าพรหมๆ นั้น ก็หายไปจากเขาเหล่านั้นตั้งแต่กาลนั้นมาแล คนทั้งหลายที่ได้กินรสแห่งแผ่นดินนั้น บ้างก็มีวรรณผุดผ่องสวยงาม บ้างก็มีวรรณอันไม่สวยงามเป็นธรรมดา หมู่ที่มีวรรณอันสวยงามนั้น ก็ดูหมิ่นดูแคลนหมู่ที่มีวรรณอันไม่สวยไม่งามนั้น ด้วยเหตุอันดูหมิ่นดูแคลนกันนั้นแล ทำให้รสแห่งแผ่นดินนั้นกลับหายไปเสียจากเขาเหล่านั้น รสแห่งแผ่นดินที่เหลืออยู่นั้นเสมอแต่เพียงเป็นเกล็ดๆติดอยู่กับแผ่นดินเท่านั้น คนทั้งหลายเหล่านั้นก็บริโภคเกล็ดแห่งแผ่นดินเท่านั้น ตั้งแต่นั้นมา ผู้ที่มีวรรณผุดผ่องสวยงามก็กลายเป็นคนไม่ดีไม่งาม ผู้ที่มีวรรณอันไม่ดีไม่งามอยู่แล้วก็ซ้ำร้ายหนักยิ่งเข้า คนทั้งหลายเหล่านั้นเขาก็ยิ่งดูหมิ่นดูแคลนกันทวียิ่งขึ้นไป จนเป็นเหตุให้เกล็ดแห่งแผ่นดินนั้นกลับหายไปเสียจากเขาเหล่านั้นเป็นครั้งที่ ๒ ต่อจากนั้นมา ยังมีเครือเขาอันหนึ่งชื่อว่าพทาวลตา เครือเขาอันนั้นเป็นปล้องๆ เหมือนดังเถาผักบุ้งก็บังเกิดขึ้นมาอีกเล่า คนทั้งหลายก็บริโภคเครือเขาอันนั้นเป็นอาหารต่อมาจนสิ้นกาลนาน คนทั้งหลายเหล่านั้นก็ยิ่งขี้ริ้วขี้เหร่ไปกว่าแต่ก่อนเป็นอันมาก มันก็ยิ่งซ้ำดูหมิ่นดูแคลนกันยิ่งไปกว่าแต่ก่อนเป็นหลายเท่า ทำให้เครือเขาอันนั้นกลับหายไปเสียอีกเป็นครั้งที่ ๓ ต่อจากนั้นมาข้าวสาลีอันบริสุทธิ์ยิ่งนัก มีเม็ดอันบ่มิได้หักและหาเปลือกมิได้ เป็นข้าวสารสวยงามบริสุทธิ์ยิ่งนัก มิได้ต้มมิได้หุงด้วยหลัวและฟืนแม้แต่อย่างใด บังเกิดขึ้นสำหรับเป็นอาหารของมนุษย์ เมื่อเขาเอาข้าวใส่ในภาชนะแล้วยกขึ้นตั้งเหนือก้อนเส้าแล้วเปลวไฟหากบังเกิดขึ้นเอง ทำให้ข้าวในภาชนะนั้นสุกเป็นอันดียิ่งทีเดียว ข้าวอันนั้นก็สวยบริสุทธิ์งามยิ่งนัก ประดุจดังดอกทายหานกำลังตูมฉะนั้น แม้กิจอันจักควรหาเป็นต้นว่าแกงน้ำพริกและกับสิ่งอื่นๆ นั้น เป็นอันไม่มีเหมือนคนเราทุกวันนี้ ผู้ใดจักใคร่กินรสอันใด ก็หากสำเร็จตามความปรารถนาของผู้นั้นๆ แล เหตุจะบังเกิดมีอาจมขึ้นในสรีระแห่งคนทั้งหลายนี้ ก็เนื่องจากเหตุที่ได้บริโภคอาหารอันหยาบแต่นั้นมา จนเท่าถึงกาลทุกวันนี้ คนทั้งหลายในสมัยปฐมกัลป์โพ้น เขาบริโภคแต่รสแห่งแผ่นดินและเกล็ดแผ่นดิน กับเครือเขาพทาวลตา ทั้ง ๓ สิ่งนี้เหมือนอาหารของเทวดาทีเดียวและวัตถุของอาหารนั้นสุขุมและละเอียดยิ่งนัก มิได้มีเป็นอาจมเลยแม้แต่อย่างเดียว ต่อมาบริโภคข้าวสาลีนี้รสก็เจริญวัตถุก็หยาบ จึงบังเกิดเป็นอาจมไปหนักไปเบา เมื่ออาจมจักออกมาคราวแรกนั้น จึงแตกแยกเป็นทวารออกมาทีเดียว และพรหมทั้งหลายเมื่อเขาอยู่ในพรหมโลกนั้น มีรูปร่างสัณฐานเป็นผู้ชายทุกคน เมื่อพรหมทั้งหลายลงมาถือเอาอุปปาติกะในมนุษยภูมิ ตลอดมาถึงสมัยบริโภคข้าวสาลีนี้ ก็ยังมีลักษณะและสัณฐานเป็นผู้ชายอยู่ทุกคน แต่ก่อนกิจอันจักไปหนักไปเบานั้นก็ไม่มี ทวารก็ไม่มี มีแต่ปุริสลักษณะสัณฐานอย่างเดียว ต่อได้บริโภคข้าวสาลีนี้ กิจอันไปหนักไปเบาและทวารจึงเกิดมีขึ้น เมื่อจะบังเกิดมีทวารนี้ก็อาศัยเหตุแต่ชาติก่อนเป็นเดิมมา ถ้าผู้ใดเคยเป็นชายมาแต่ชาตินั้น องค์แห่งชายจึงบังเกิดมีแก่ผู้นั้น ถ้าผู้ใดเคยเป็นผู้หญิงมาแต่ชาติก่อนแล้ว องค์แห่งหญิงจึงบังเกิดแก่ผู้นั้น ตลอดมาตราบเท่ากาลบัดนี้แล ฯ |
| (๑) คัดลอกจากหนังสือ ตำนานมูลศาสนา หน้า ๓๓-๓๘ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์พระราชทาน ในงานพระราชทานเพลิงศพ หม่อมหลวงเดช สนิทวงศ์ ป.จ., ม.ป.ช., ม.ว.ม. ณ เมรุหน้าพลับพลาอิศริยาภรณ์ วัดเทพศิรินทราวาส วันที่ ๑๗ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๘ พิมพ์ที่โรงพิมพ์พระจันทร์ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพมหานคร นางสนิธวรรณ บุณยศิริพันธุ์ เจ้าของ ผู้พิมพ์ ผู้โฆษณา ๒๕๑๙ |
| HOME | |
| Updated เมื่อวันที่ ๕ กันยายน ๒๕๔๙ โดย...พระครูธรรมธร ดร.แอ๊ว สุธมฺมปาโล | |