อนึ่ง รูปพระโพธิสัตว์ทั้ง ๓ องค์นี้ ประดิษฐานอยู่ในพระเจดีย์องค์ซึ่งอยู่ทางมุมด้านตะวันออกเฉียงใต้ของพระเจดีย์องค์ใหญ่ ส่วนองค์ทางด้านตะวันตกเฉียงใต้ มีพระพุทธรูปประทับยืนแบบปางประทานพร องค์ทางมุมด้านตะวันตกเฉียงเหนือมีพระพุทธรูปประทับยืนแบบปางทรมานพญานาฬาคีรีช้างสาร ส่วนองค์ทางมุมด้านตะวันออกเฉียงเหนือซึ่งเป็นองค์สุดท้าย มีพระพุทธรูปประทับยืนปางเยื้องกายชื่อว่า พระสมณโคดม ประดิษฐานอยู่ตรงกลาง ทางดานซ้ายและขวามีรูปพระโพธิสัตว์ที่มีพระนามว่า พระศรีอริยเมตโตรย์ และพระอวโลกิเตศวร ส่วนทางด้านรอบ ๆ พระเศียรเป็นคำจารึกของพระอัสสชิภาษิต ซึ่งจารึกติดไว้เป็นตัวอักษรพราหมี ว่า
"เย ธัมมา เหตุปฺปภวา เตสํ เหตุง ตถาคโต
เตสัญจ โย นิโรโธ จ เอวํวาที มหาสมโณ"
“ของทุกสิ่งทุกอย่าง (ในโลกนี้) ต้องมีสาเหตุมาก่อนจึงจะเกิดขึ้นได้ พระตถาคตเจ้า (ของเรานี้ไซร้) จึงมักจะตรัสถึงตัวต้นเหตุหรือตัวต้นตอที่เกิดขึ้นของเหตุของสิ่งเหล่านั้นและการดับคือการขจัดปัดเป่าและแก้ไขตรงที่ตัวต้นตอแห่งเหตุของสิ่งเหล่านั้น ๆ อย่างนี้แหละคือพระดำรัสที่พระมหาสมณโคดมทรงพร่ำสอน”
ประวัติการสร้างพระเจดีย์ศรีมหาโพธิ
พระเจดีย์ศรีมหาโพธิที่เรามองเห็นอยู่ทุกวันนี้ ประชาชนบางท่านยังเข้าใจผิดและคิดไปว่าทรงสร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโศกมหาราช แต่นักปราชญ์ทางโบราณคดีส่วนมาก เช่น เซ่อร์คันนิ่งแฮม เป็นต้น หลังจากที่ท่านได้พยายามค้นคว้าและหาหลักฐานทั้งทางด้านประวัติศาสตร์และศิลปศาสตร์ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับพระเจดีย์ศรีมหาโพธินี้อย่างถ้วนถี่แล้วจึงลงความเห็นเอกฉันท์ว่า พระเจดีย์ศรีมหาโพธิองค์นี้ ได้สร้างขึ้นในสมัยคริสตศตวรรษที่ ๒ หรือพุทธศตวรรษที่ ๗ คือสร้างขึ้นหลังจากพระเจ้าอโศกมหาราชประมาณ ๔๙๕ ปี
เรื่องการสร้างนี้ตามประวัติกล่าวว่า เดิมทีเดียวพระเจ้าอโศกมหาราช หลังจากที่พระองค์ได้ทรงนำเอาหน่อพระศรีมหาโพธิต้นใหม่ที่งอกขึ้นมาจากต้นเดิมที่ตายไป และอธิษฐานปลูกลงตรงที่ต้นเดิมเรียบร้อยแล้วพระองค์จึงทรงรับสั่งให้เสนาบดีและทหารจัดหาช่างมา และแล้วพระองค์จึงทรงรับสั่งให้สร้างเป็นวิหารหลังเล็ก แบบไม่มีหลังคา หรือพูดอย่างเข้าใจกันง่าย ๆ ว่าทรงรับสั่งให้สร้างเป็นกำแพงล้อมรอบต้นพระศรีมหาโพธิอย่างแข็งแรง ทั้งนี้เพื่อพระราชประสงค์ที่จะป้องกันอันตรายที่จะพึงบังเกิดขึ้นแก่ต้นพระศรีมหาโพธิที่ทรงปลูกขึ้นใหม่อีก ดังเช่นที่พระมเหสีของพระองค์ ซึ่งทรงพระนามว่า มหีสุนทรี หรือพระนางติสสะรักษิตา ได้ประพฤติกรรมทำชั่วช้าไว้เป็นตัวอย่างให้เห็น
อนึ่ง ต่อมาภายหลังประมาณ ๔๙๕ ปี คือ ตกอยู่ในราวคริสตศักราชที่ ๑๕๒ ซึ่งตรงกับพุทธศักราช ๖๙๔ ได้มีกษัตริย์ทรงพระนามว่า พระเจ้าหุวิชกะ (HUVISHKA) พระองค์ได้มีพระราชดำริเห็นกาลไกลต่อไปอีกว่า ต้นพระศรีมหาโพธิก็เป็นต้นไม้อย่างธรรมดาทั่วไปเหมือนกับต้นไม้อื่น ๆ คืออาจตายไดด้วยเหตุใดเหตุหนึ่ง เช่น ถูกโค่นเพราะคนใจร้ายอำมหิตหรือมิฉะนั้นอาจแก่ตายลงได้สักวันใดวันหนึ่ง ถ้าหากชักช้าไม่รีบจัดการอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วไซร้ ในอนาคตกาลอนุชนคนรุ่นหลังผู้มีศรัทธาปสาทะในบวรพุทธศาสนาเมื่อพากันมา ณ สถานที่ ๆ ตรัสรู้นี้ จะไม่รู้ชัดแน่ว่า ณ ที่ตรงไหนคือสถานที่ที่พระองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรามาประทับและตรัสรู้ และพระองค์ทรงมีพระราชดำริต่อไปอีกว่าทาง ที่ดีเราควรจะได้สร้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งอย่างชนิดที่ถาวรและมั่นคงไว้ ณ ตรงที่ใกล้กับสถานที่ที่ตรัสรู้คือที่ใกล้ต้นพระศรีมหาโพธินี้ ดังนั้นพระองค์จึงทรงรับสั่งให้เรียกตัวพวกช่างมาประกอบกับที่พระองค์เป็นผู้มีความชำนิชำนาญในเรื่องการก่อสร้างและศิลปะวาดเขียนมาก่อนเป็นอย่างดีแล้ว พระองค์จึงทรงช่วยช่างออกแบบและพยายามช่วยต่อเติมและสอดแทรกจินตนาการและศิลปดังกล่าวข้างต้นลงในองค์พระเจดีย์ เพราะฉะนั้นพระเจดีย์ศรีมหาโพธิที่เรามองเห็นอยู่ทุกวันนี้ จึงมีรูปและลักษณะที่ล้ำเลิศด้วยศิลปะซึ่งยากที่เราจะหาดูได้ในที่อื่น นอกจาก ณ สถานที่ที่พุทธคยา คือ ที่ตรัสรู้นี้แห่งเดียวเท่านั้น
การปฏิสังขรณ์และประดับตกแต่ง
พระเจดีย์ศรีมหาโพธิที่ยังคงมีสภาพดีดังเห็นอยู่ปัจจุบันนี้ตามประวัติกล่าวว่าได้รับการปฏิสังขรณ์มาแล้วอย่างน้อยถึง ๔ ครั้ง ครั้งแรกตกอยู่ประมาณปี พ.ศ. ๑๕๗๘ รัฐบาลแห่งประเทศพม่าได้จัดส่งคณะช่างซึ่งมีท่านธรรมราชครูเป็นหัวหน้า แต่ปรากฏว่าครั้งนั้นพอได้ลงมือทำไปได้ไม่เท่าไรก็ถูกทางรัฐบาลพม่าเองสั่งให้หยุด และต่อจากนั้นมาเป็นเวลาห่างกันถึง ๔ ปี ทางรัฐบาลพม่าก็ได้ส่งช่างชุดที่สองมาอีกและได้เริ่มทำการปฏิสังขรณ์ ณ วันที่ ๖ ธันวาคม พ.ศ. ๑๖๒๒ และเสร็จลงเมื่อวันที่ ๑๘ ตุลาคม พ.ศ. ๒๖๒๙ คือ กินเวลาเกือบถึง ๗ ปี
ต่อจากนั้นมาเป็นเวลาประมาณ ๑๒๑ ปี คือ ตกอยู่ในประมาณ พ.ศ. ๑๗๔๓ พระภิกษุธัมมรักขิต ซึ่งได้รับทุนอุปถัมภ์จากพระราชาพระนามว่า อโศกบัลละ แห่งแคว้นสิวสิกะแห่งประเทศอินเดีย ได้เป็นหัวหน้าควบคุมในการปฏิสังขรณ์แต่การครั้งนี้ประวัติไม่ได้บันทึกไว้เหมือนครั้งแรกว่าได้เริ่มลงมือปฏิสังขรณ์และเสร็จเรียบร้อยลงเมื่อไร
และต่อจากนั้นมาเป็นเวลาถึงเกือบ ๖๗ ปีที่ไม่ได้มีการปฏิสังขรณ์ ในช่วงระยะดังกล่าวนี้ประวัติศาสตร์ระบุว่า พระเจดีย์ศรีมหาโพธิพร้อมทั้งศิลปะและวัตถุทั้งหมดที่อยู่ ณ บริเวณพุทธคยานี้ ได้ถูกมุสลิมทำลายลงจนย่อยยับ และพระภิกษุสงฆ์ที่เคยอาศัยอยู่ ณ ที่วัดใกล้ ๆ ก็พากันหนีไปอยู่ ณ สถานที่ต่าง ๆ กัน เช่น ธิเบตบ้าง เนปาลบ้าง จีนบ้าง และ บังคลาเทศบ้าง ตามจุดหมายปลายทางของท่านเหล่านั้นที่เห็นเหมาะเห็นควร
ตกมาในปี พ.ศ. ๒๔๑๙ ตามประวัติได้กล่าวว่าพระเจ้ามินดูมินหรือพระเจ้ามินดงแห่งประเทศพม่า ได้มีพระราชสาส์นถึงรัฐบาลอินดีย เพื่อขออนุญาตปฏิสังขรณ์ และทางรัฐบาลอินเดียก็ยินดีและทูลเชิญให้ปฏิสังขรณ์ตามพระประสงค์ แต่การปฏิสังขรณ์ของชาวพม่าครั้งนี้ ไม่เป็นที่พอใจของชาวอินเดีย เพราะปรากฏว่า ศิลปะของเก่าและสิ่งสำคัญๆ บางส่วนได้ถูกทำลายลง เพราะความไม่รอบคอบของพวกช่างดังนั้นทางรัฐบาลอินเดีย จึงสั่งให้หยุดดำเนินการปฏิสังขรณ์ต่อไปและประจวบกับขณะนั้นท่านเซอร์คันนิ่งแฮม ซึ่งได้มาเยี่ยมพุทธคยาพอดี จึงได้ปรึกษาหารือกันกับ ดร. ราเชนทรลาลมิตรา และเซอร์อีเอน แต่งตั้งให้นาย เจ. อีเบคลาร์ ทำการปฏิสังขรณ์พระเจดีย์ศรีมหาโพธิทั้งหมดทุกๆ ส่วน และการปฏิสังขรณ์ครั้งนี้ได้เริ่มเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ และสำเร็จเรียบร้อยลงเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๗ คือกินเวลาถึงประมาณ ๔ ปี
และหลังจากนั้นต่อมาคือ ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ทางคณะกรรมการพระเจดีย์ศรีมหาโพธิก็ได้เริ่มปฏิสังขรณ์สิ่งที่ชำรุดเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้อยู่ในรูปเดิม เพื่อเตรียมการที่จะฉลอง พุทธชยันตี ในปี ๒๕ พุทธศตวรรษทั้งนี้เงินค่าใช้จ่ายทั้งหมดได้รับจากรัฐบาลแห่งแคว้นพิหาร
ตกมาในปี พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านพุทธศาสนิกชนชาวไทยซึ่งมีท่านเจ้าคุณอาจารย์พระเทพวิสุทธิโมลี เจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยาองค์ปัจจุบัน ได้มีจิตศรัทธาปสาทะอันแรงกล้า ได้ทำหนังสือถึงคณะกรรมการที่ควบคุมดูกลรักษา พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ เพื่อติดตั้งประดับไฟแสงจันทร์ ๔ ดวง ที่บริเวณมุมทั้งสี่บนตรงคอระฆังซึ่งใกล้ ๆ กับยอดพระเจดีย์ ทั้งนี้กว่าที่เจ้าหน้าที่จะอนุญาตให้ติดตั้งก็ปรากฏว่ากินเวลาถึงเกือบสองปี และแล้วท่านเจ้าคุณอาจารย์ก็ได้ดำเนินการติดตั้งโดยนำช่างสถาปนิกเกี่ยวกับไฟฟ้าโดยเฉพาะ คือ นายสุทธิพงษ์ รักชาติ ขณะนั้นยังเป็นนักศึกษาอยู่ที่มหาวิทยาลัยจาตปูร์ ปีสุดท้ายพร้อมด้วยภิกษุสงฆ์วัดไทยซึ่งมีท่านพระครูปลัดบุญมี โคตตปุญโญ เป็นต้นเป็นผู้ช่วย และได้จัดการติดตั้งและประดับโคมไฟแสงจันทร์ทั้ง ๔ ดวง ณ มุมบนคอต่อกับยอดพระเจดีย์ศรีมหาโพธิดังกล่าวสมประสงค์ และในโอกาสต่อมาท่านเจ้าคุณอาจารย์ได้ให้คุณศานิต อุดม นักศึกษาไทยจากมหาวิทยาลัยจาตปูร์ มาช่วยแก้ไขอีกครั้งหนึ่ง แต่เป็นที่น่าเสียดายซึ่งปัจจุบันนี้ไฟแสงจันทร์ทั้ง ๔ ดวงที่เคยฉายแสงอย่างโชติช่วงได้ประมาณ ๒ ปีเศษนั้นปัจจุบันได้กลับกลายเป็นแสงจันทร์ข้างแรมไปเสียแล้ว ทั้งนี้ทราบว่าทางเจ้าหน้าที่ขาดการเอาใจใส่ดูแล และทำนุบำรุงรักษาให้อยู่ในสภาพที่ดีและใช้ได้โดยตลอดไป ทั้งๆ ที่การเปิดไฟเป็นพุทธบูชานั้น ชาวพุทธต่างได้มีศรัทธาน้อมเป็นส่วนเฉพาะและทั้งการเงิน ก็ได้แบ่งส่วนเข้ากองกลางของ พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ ด้วย
ต่อมาเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๑๙ คุณพิมล กนกพลอย ได้มีศรัทธาขอรับเป็นเจ้าภาพให้ทางวัดไทยพุทธคยา จัดบูรณะไฟฟ้าแสงจันทร์บนยอดพระเจดีย์พุทธคยาโดยเปลี่ยนระบบไฟใหม่ใช้ได้เรียบร้อยและนับเป็นกุศลศรัทธาสาธุการยิ่ง
การบูรณะห้องภาวนาชั้นบนองค์พระเจดีย์ ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระธรรมหาวีรานุวัตร ได้รับอนุมัติจากคณะกรรมการองค์พระเจดีย์บูรณะห้องภาวนาชั้นบนองค์พระเจดีย์ทั้งห้องในและห้องนอก ในนามของชาวพุทธแห่งประเทศไทยพร้อมทั้งเครื่องบูชาแบบไทยอย่างสมบูรณ์ น้อมถวายเป็นพระราชกุศลในวันเฉลิมพระชนมพรรษาด้วย เมื่อปี ๒๕๑๙ - ๒๕๒๑
ปลายปี พ.ศ. ๒๕๑๙ (๕ ธันวาคม ๒๕๑๙) คณะกรรมการองค์พระเจดีย์ ได้ขอร้องให้ท่านเจ้าคุณอาจารย์พระธรรมมหาวีรานุวัตร ช่วยสร้างกำแพงแก้วประมาณ ๘๐ ช่องและซุ้มประตูศิลปะแบบอโศกอีก ๒ ซุ้ม โดยรอบองค์พระเจดีย์ตรัสรู้ ในนามของชาวพุทธแห่งประเทศไทย และชาวพุทธนานาชาติ ซึ่งกำลังดำเนินการสร้างอยู่และแล้วเสร็จในปี พ.ศ. ๒๕๒๐ นี้
วัดนานาชาติ ในบริเวณพุทธคยา
ฝ่ายเถรวาท
๑. วัดพม่า
๒. วัดศรีลังกา (สมาคมมหาโพธิ)
๓. วัดไทยพุทธคยา (๒๕๐๐)
๔. วัดสงฆ์อินเดีย (๒๕๑๙)
ฝ่ายมหายาน
๑. วัดจีน
๒. วัดธิเบต
๓. วัดญี่ปุ่น (๒๕๑๒)
(พุทธังกูร มหาวิหาร)
| |
|
|
| Update เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๙ |
|