กลับไปหน้าหลัก | HOME  
หน้า ๖ | Page 6
พระศรีมหาโพธิ-ตรัสรู้


พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ
     “พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ” หรือ “พระเจดีย์โพธิคยา” ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ ซึ่งมีพระแท่นวัชรอาสน์ที่ทรงสร้างขึ้นโดยพระเจ้าอโศกมหาราช ประดิษฐานคั่นอยู่ในระหว่างกลาง ปัจจุบันประชาชนทั่วไปมักนิยมเรียกกันไปต่าง ๆ บางท่านนิยมเรียก “พระสถูปพุทธคยา” บ้าง “พระวิหารมหาโพธิ” บ้าง “พระเจดีย์พุทธคยา” บ้าง และที่ยิ่งไปกว่านั้นบางท่านเรียกชื่อเสียใหม่ว่า “พระปรางค์พุทธคยา” ดังนี้เป็นต้นก็มี เหตุที่เป็นดังนั้นก็เพราะว่า “พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ” ที่มองเห็นอยู่ทุกวันนี้มีรูปและลักษณะที่เด่นและพิเศษหรือแปลกกว่าพระเจดีย์องค์อื่น ๆ เท่าที่ได้เคยเห็นมา ซึ่งอาจจะพูดได้สนิทใจว่า “มีอยู่องค์เดียวเท่านั้น” ที่เราจะหาได้ คือ ที่ที่ตรัสรู้คือ ณ ที่พุทธคยานี้แห่งเดียวเท่านั้น

     เพราะพระเจดีย์ศรีมหาโพธิที่กล่าวถึงนี้สร้างขึ้นด้วยศิลปะอันประณีตและวิจิตรบรรรจง ซึ่งองค์ท่านผู้สร้างได้แฝงจินตนาการอันสูงส่ง ซึ่งมีความหมายอันเกี่ยวแก่สถานและการตรัสรู้แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สอดและแทรกเข้าไว้ในรูปองค์ของพระเจดีย์โดยครบครัน ดังนั้นการที่ประชาชนและพุทธบริษัททั่วไปจะนิยมชมชอบเรียกชื่อไปต่าง ๆ กันว่า พระสถูปพุทธคยาก็ดี พระวิหารมหาโพธิก็ดี พระเจดีย์พุทธคยาก็ดี พระปรางค์พุทธคยาก็ดี หรืออย่างใดอย่างหนึ่งซึ่งนอกไปจากนี้ก็คงไม่ผิดความหมายตามที่ใจตนจะคิดและเรียกชื่ออย่างนั้น ๆ

รูปลักษณะของพระเจดีย์ศรีมหาโพธิ
     “พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ” ที่กำลังกล่าวถึงอยู่นี้หากมองดูอย่างพินิจพิจารณาดูให้ถ้วนถี่ในเชิงด้านศิลปะกันแล้วจะเห็นได้ว่า รูปองค์ของพระเจดีย์นั้น สร้างเป็นรูปทรงที่ละม้ายและคล้ายคลึงดังทรงรูปของใบพระศรีมหาโพธิหรือใบโพธิ์เราดี ๆ นี่เอง คือตรงที่ฐาน (ชั้นที่ ๒) ขององค์พระเจดีย์ถ้าเราใช้เวลาสังเกตดูให้ถ้วยถี่สักหน่อยเราจะมองเห็นได้ชัดว่า มีรูปลักษณะเว้าเข้าเล็กน้อย หรือพูดอย่างเป็นที่เข้าใจง่าย ๆ ว่า มีฐานเล็กกว่าองค์พระเจดีย์ และแล้วค่อยใหญ่ขึ้นและเริ่มเรียวและเล็กลง ๆ อย่างได้สัดส่วน จนถึงสุดยอดขององค์พระเจดีย์
เพราะเหตุดังกล่าวมานี้ ข้าพเจ้าจึงเรียกชื่อเสียใหม่เพื่อให้สอดคลอ้งและต้องกันกับความหมายและศิลปะที่มีอยู่ในองค์พระเจดีย์ว่า “พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ” ซึ่งแปลว่า “พระเจดีย์ที่องค์สมเด็จพระพิชิตมารได้ตรัสรู้ความจริงอันยิ่งใหญ่ คือ ตรัสรู้ทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค” หรือพูดกันอย่างภาษาโดยมากที่คนทั่วไปเข้าใจว่า “พระเจดีย์ที่ตรัสรู้แห่งมหาบุรุษผู้ยิ่งใหญ่คือองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า”

     อนึ่ง ถ้าหากเรามองดูอย่างผิวเผินหรือมองอย่างคนธรรมดาสามัญทั่วไป เราก็จะเห็นได้ชัดว่า องค์พระเจดีย์ มีลักษณะเป็นรูป ๔ เหลี่ยม ทรงแหลมหรือพูดให้เป็นที่เข้าใจอย่างง่าย ๆ ว่า พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ นี้มีลักษณะเป็นรูป ๔ เหลี่ยม ทรงกรวย สูงประมาณ ๑๗๐ ฟิต โดยรอบฐานองค์พระเจดีย์วัดได้ประมาณ ๕๘ เมตรกับ ๗๖ เซนติเมตร สร้างเป็นแบบ ๒ ชั้น ส่วนฐาน รวมทั้งด้านหน้ามุขที่ยื่นออกมา วัดโดยรอบได้ประมาณ ๑๒๑ เมตร กับ ๒๙ เซนติเมตร ส่วนสูงของฐานวัดได้ประมาณ ๑๖ ฟิต หย่อน ๕ เซนติเมตร และบริเวณบนฐานที่กล่าวถึงอยู่นี้ มีพระเจดีย์องค์ขนาดย่อม ๔ องค์ ซึ่งมีทรวดทรงและศิลปะในการสร้างแบบเดียวกันกับพระเจดีย์ศรีมหาโพธิสูงประมาณ ๔๕ ถึง ๕๐ ฟิต ตั้งแวดล้อมทั้ง ๔ มุม
ส่วนทางด้านตะวันออกขององค์พระเจดีย์สร้างเป็นซุ้มหน้ามุขมีเชิงหน้ากระจังยื่นออกมาทั้ง ๒ ชั้น แต่มีลักษณะลดหลั่นและเล็กกว่ากันอย่างได้สัดส่วน อันล้วนแล้วไปด้วยศิลปะอันล้ำเลิศจริง ๆ ซึ่งยากยิ่งที่ข้าพเจ้าจะพรรณนาให้สาสมดังที่ใจหมาย นอกจากท่านทั้งหลายจะมาเห็นได้ด้วยตาตนเองเท่านั้น จึงจะรับรองและยืนยันว่าศิลปะนั้นงามล้ำค่าเพียงไร

     ถ้าหากเราเดินไปรอบ ๆ ฐานขององค์พระเจดีย์ดังกล่าว เราจะมองเห็นว่ามีพระพุทธรูปเละรูปพระโพธิสัตว์เป็นต้นซึ่งสกัดด้วยหินดำ ปรากฏโดยมากว่าสร้างหรือทำขึ้นในสมัยปาละ ประดิษฐานเรียงรายเป็นระยะ ๆ อยู่ตามช่องที่สร้างไว้แต่เฉพาะองค์ ๆ และช่องตรงที่วัชรอาสน์พอดีมี พระพุทธรูปแบบปางมารวิชัยหรือแบบสะดุ้งมาร แต่ชาวมหาภารตนิยมกล่าวขานเรียกว่า “ปางชี้แม่พระธรณี เป็นพยาน” ประทับหันพระพักตร์เข้าหาต้นพระศรีมหาโพธิ แต่เป็นที่น่าเสียดายพระพุทธรูปก็ดี รูปพระโพธิสัตว์ก็ดี บางรูปได้ถูกทำลายจนเสียโฉมเช่นถูกทุบตีจนพระองคุลีหักบ้าง พระนาสิกขาดวิ้นบ้าง เพื่อให้หมดความงาม ทั้งนี้ตามประวัติศาสตร์กล่าวว่าเพราะอำนาจแห่งคนใจร้ายได้ยกพลทหารเข้ามาทำลาย ณ พุทธสถานแห่งนี้ ตกอยู่ในปีประมาณต้นคริสตศตวรรษที่ ๑๓ ซึ่งตรงกับพุทธศาตวรรษที่ ๑๘ พอดี หากมิฉะนั้นแล้วพวกเรายุคปัจจุบนนี้คงจะได้เห็นและได้ชมความล้ำเลิศของศิลปะอันล้ำยุคซึ่งมีอายุถึงพันปีเศษอย่างเป็นที่ จุตาและจุใจ
ณ บริเวณใกล้กับเชิงกรอบรอบด้านข้างขององค์พระพุทธรูปเป็นต้น มีรูปท้าวจตุโลกบาลประดับเรียงรายทั้งด้านซ้ายขวาตลอดจนถึงด้านบนองค์พระสถูป ส่วนทางด้านใต้สุดลงมามีรูปพญาหงส์ ๒ ตัว กำลังหันหัวเข้าหากัน เรียงประดับเป็นทิวแถวส่วนตรงแนวด้านใต้กรอบตัดลงมาเล็กน้อย มีรูปปั้นแบบใบโพธิประดับอยู่เรียงรายรอบ ๆ องค์พระเจดีย์ ทั้งนี้เพื่อเป็นสัญลักษณ์ดุจบ่งชี้ถึงความหมายว่า ณ สถานที่นี้นั้นคือที่ตรัสรู้แห่งองค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า หรือที่เรียกอีกอย่างตามที่กล่าวมาข้างต้นว่า พระเจดีย์ศรีมหาโพธิ

     ส่วนทางด้านตะวันออกขององค์พระเจดีย์มีประตูสำหรับเดินเข้าไปถึงด้านในได้เหมือนกันทั้งชั้นล่างและชั้นบน สร้างไว้ที่ ๓ ชั้น ประตูชั้นแรกเป็นประตูแสดงคารวะหรือประตูขออนุญาตก่อนที่จะเดินเข้าไปถึงชั้นในปัจจุบันนี้ไซร้ชาวมหาภารตส่วนมายังคงรักษาขนบธรรมเนียมนี้ไว้เป็นอย่างดี คือก่อนที่เขาจะเดินเข้าไปในสถานที่สำคัญ ๆ ทุกแห่งเขามักจะเอามือขวาหรือมิฉะนั้นก็จะก้มเอาหน้าผากของตน ๆ แตะลงตรงที่แม่พระธรณีประตู เป็นเชิงแสดงความคารวะ หรือขออนุญาตก่อนแล้วจึงจะเดินเข้าไปข้างในของสถานที่นั้น ๆ ส่วนประตูชั้นที่ ๒ รองลงมาเป็นประตูถวายเครื่องสักการะและบูชา เช่น ธูป เทียน และดอกไม้เป็นต้น ที่ประชาชนเหล่านั้นนำมาบูชาปัจจุบันนี้ทางเจ้าหน้าที่ได้จัดหาโต๊ะ แจกัน กระถางปักธูปและเชิงเทียนแบบรูปเรือหงส์ ตั้งไว้ตรงประตูชั้นที่ ๒ พอดี ส่วนประตูที่ ๓ นี้เป็นประตูสำหรับกั้นเขต คือ บอกให้รู้ว่าเป็นสถานที่ประทับของพุทธองค์หรือพุทธรูป เพื่อกันไม่ให้ประชาชนละเมิดล่วงเล้าเข้าไปข้างใน แต่ปัจจุบันนี้ ประชาชนหลังจากเสร็จกิจพิธีที่ประตูทั้ง ๒ ดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว ต่างก็พากันเดินมุ่งหน้าตรงเข้าไปถึงชั้นใน

      อนึ่ง ภายในองค์พระเจดีย์ใหญ่ มีห้องโถงไว้สำหรับประดิษฐานพระพุทธรูปเหมือนกันทั้ง ๒ ชั้น ห้องโถงชั้นล่างยาวประมาณ ๖ เมตร กว้างประมาณ ๔ เมตร มีพระประธานองค์ใหญ่ประทับนั่งแบบ ปางมารวิชัย ซึ่งมีหน้าตักกว้าง ๑ เมตร กับ ๔๗ เซนติเมตร สูง ๑ เมตร กับ ๖๔ เซนติเมตร สร้างในสมัยปาละ มีอายุประมาณไม่เกิน ๑,๔๐๐ ปี ประดิษฐานผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออก ส่วนที่ฐานขององค์พระประธานมีรูปพญาราชสีห์ ๒ ตัว อยู่ทางขวาสุดและซ้ายสุดทั้งสองด้าน ถัดจากรูปพญาราชสีห์เข้ามามีรูปพญาช้างสารอยู่ข้างละ ๑ ตัว ส่วนตรงกลางฐานพอดีมีรูปแม่พระธรณีทำท่าบีบมวยผม
ส่วนห้องโถงชั้นบน ขององค์พระเจดีย์ ยาวประมาณ ๖ เมตรเศษ กว้างประมาณ ๕ เมตร กับ ๔๗ เซนติเมตร มีรูปพระพุทธแบบทรงเครื่องปางประทานพร สูงประมาณ ๑ เมตร กับ ๖๕ เซนติเมตร สร้างในสมัยปาละเช่นกัน ประทับยืนเป็นประธานผินพระพักตร์ไปทางด้านทิศตะวันออก ส่วนรอบ ๆ องค์นั้นมีพระพุทธรูปแบบต่าง ๆ ประดิษฐานอยู่เรียงราย ส่วนตรงที่ฐานด้านขวาสุดมีรูปพระสารีบุตรอัครสาวกเบื้องขวา ด้านซ้ายสุดนั้นมีรูปพระโมคคัลลานะอัครสาวกเบื้องซ้าย ถัดจากรูปพระสารีบุตรเข้าไปมีรูปแม่พระธรณีกำลังบีบมวยผม
ถัดจากรูปพระโมคคัลลานะเข้ามา คือรูปพญามารซึ่งกำลังเอามือกุมหัวอย่างแบบคนผิดหวังหรือสิ้นท่า และ ณ ห้องโถงนี้มีตู้พร้อมด้วยหนังสือ นี่แหละคือพระไตรปิฎกของมหายานธิเบต ตั้งอยู่ข้างละ ๑ ตู้ ทราบว่า ทะดาไลลามะได้สร้างไว้เป็นพุทธบูชา และบนชั้น ๒ มีบริเวณกว้างขวางพอให้ประชาชนพุทธบริษัทเพื่อเดินทำประทักษิณาวัตรได้รอบองค์พระเจดีย์ และที่ริมรอบของบริเวณที่กล่าวมานี้ มีพระสถูปใหญ่บ้างเล็กบ้างตั้งอยู่เรียงราย ปรากฏว่ามี ๒ สมัยให้เราดูคือสมัยคุปตะเป็นแบบหินทราย ส่วนสมัยปาละนั้นนิยมแบบหินเขียว และทางที่จะขึ้นไปสู่ข้างชั้นบนนี้เขาได้ทำบันไดไว้ทั้ง ๒ ข้าง ซึ่งแต่ละข้างตั้งอยู่ข้างประตูใหญ่ของห้องโถงชั้นแรก เมื่อเดินขึ้นไปเกือบจะสุดบันไดข้างซ้ายเราจะเห็นรูปพระโพธิสัตว์ ๓ พระองค์ ประทับยืน องค์กลางคือองค์พระพุทธคือพระสมณโคดม องค์ยืนอยู่ทางซ้ายคือพระศรีอริยเมตไตรย์ ส่วนองค์ที่ยืนอยู่ด้านขวานั้นชื่อว่า พระอวโลกิเตศวร

 

 
Update เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๙
<< HOME | < Previous | 1 | 2 | 3 | 4 | 5  | 6 | 7 | Next 7 >> | Last >>
     
พัฒนาเว็บถวายวัดไทยพุทธคยา-อินเดีย โดย... พระครูธรรมธร ดร.แอ๊ว สุธมฺมปาโล