พระแท่นวัชรอาสน์
ครั้นเมื่อภายหลังพุทธกาลล่วงได้ ๒๐๐ ปีเศษ พระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่แห่งชมพูทวีปได้เสด็จไปนมัสการ ณ สถานที่ตรัสรู้นี้เป็นนิจ ทุกครั้งที่พระองค์เสด็จมาพระองค์ได้นำเครื่องสักการบูชามาเป็นจำนวนมาก เพื่อทรงสักการบูชาแก่ต้นพระศรีมหาโพธินั้นซึ่งเป็นเสมือนดังตัวแทนองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ซึ่งได้เสด็จดับขันธปรินิพพานไปแล้ว ด้วเยหตุนี้พระองค์จึงทรงดำริที่จะสร้างเครื่องรองรั้บของสักการะบูชาที่พระองค์ทรงนำมาจากพระราชวัง จึงมีพระราชโองการให้หาช่างที่มีฝีมือเข้ามาเฝ้า แล้วทรงปรึกษากับบรรดาช่างเหล่านั้นโดยได้ทรงเสนอแนะให้ข้อคิดถึงรูปลักษณะในการที่จะสร้างเครื่องรองรับของสักการบูชาเหล่านั้น บรรดาช่างทั้งหลายก็รับพระบรมราชโองการและร่างแบบแปลนตามพระราชดำริทุกประการ
เมื่อพระองค์ทรงเห็นชอบแล้วก็ดำเนินการสร้าง ครั้นสร้างเสร็จเรียบร้อยแล้วก็นำขึ้นทูลเกล้าถวายเพื่อทรงทอดพระเนตรว่าจะยังมีสิ่งใดที่ขาดตกบกพร่องหรือเกินเลยจาพระราชประสงค์บ้าง ปรากฏว่าเป็นที่พอพระราชหฤทัยทุกประการ ต่อจากนั้นพระองค์ก็ได้เสด็จออกจากพระราชวังพร้อมด้วยเสนามาตย์ ข้าราชบริพารและบรรดานายช่างทั้งหมด นำเอาพระแท่นเครื่องรองรับสิ่งสักการบูชานั้นมายังต้นพระศรีมหาโพธิ ก่อนที่จะประดิษฐานพระแท่นนั้นพระองค์ได้ตรัสถามพระอุปคุตตเถระ ถึงสถานที่ควรจะประดิษฐานพระแท่นที่รองรับเครื่องสักการบูชาภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิด้านทิศตะวันออก ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระพุทธเจ้าได้ทรงมีชัยชนะต่อ พญามารและได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ เพื่อ
๑. แทนพระแท่นรัตนบัลลังก์เก่าที่บังเกิดขึ้นแก่พระตถาคตเจ้าในวันตรัสรู้ หลังจากที่ได้ทรงประดิษฐานพระแท่นที่รองรับเครื่องสักการบูชาแล้ว พระองค์จึงได้พระราชทานามแห่งพระแท่นนั้นว่า “พระแท่นวัชรอาสน์” ซึ่งหมายความว่า “พระที่นั่งแห่งมหาบุรุษผู้มีใจเพชร”
๒. เพื่อจะได้เป็นอุสรณ์แห่งพุทธศาสนาชกนผู้เกิดในรุ่นหลังที่ได้มานมัสการ ณ สถานที่ตรัสรู้ จะได้รู้และเห็นว่า สถานที่แห่งนี้เป็นที่ซึ่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าผู้เป็นเอกแห่งโลก ได้ประทับนั่งในวันตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ
รูปลักษณะของพระแท่นวัชรอาสน์
รูปลักษณะของพระแท่นวัชรอาสน์ เป็นรูปสี่เหลี่ยมด้านขนานสลักด้วยแผ่นหินทรายด้านยาววัดได้ ๗ ฟิต ๖ นิ้ว ด้านกว้างได้ ๔ ฟิต ๑๐ นิ้ว ความหนาวัดได้ ๕ นิ้วฟุตครึ่ง ตั้งอยู่บนฐานก่อนอิฐฉาบด้วยปูน เมื่อรวมฐานที่ประดิษฐานกับแท่นวัชรอาสน์สูง ๓ ฟิตพอดี ส่วนบนพื้นผิวด้านหน้าของพระแท่นแกะสลักเป็นเชิงศิลปรูปหัวแหวนเพชรและมีเพชรซีกประดับอยู่โดยรอบเรือนแหวน ด้านข้างทางทิศเหนือและทิศใต้แกะสลักเป็นรูปดอกบัวและรูปห่านหรือพระยาหงษ์ ส่วนด้านต้นพระศรีมหาโพธินั้นแกะสลักเป็นรูปดอกมณฑารพ (ACANTHUS) เป็นที่น่าเสียดายที่ด้านทิศ ตะวันออก นั้นได้ถูกเชื่อมติดกับองค์พระเจดีย์มหาโพธิวิหารเสีย เราจึงไม่สามารถที่จะมองเห็นได้ว่าเป็นรูปอะไร
เป็นการยากสำหรับคนทั่วไปที่เข้าใจได้ซาบซึ่งถึงแนวความคิดของพระเจ้าอโศกมหาราชที่ได้ทรงให้ไว้ จะอย่างไรก็ดีเราพอจะถอดแนวความคิดของพระองค์ได้เป็นแนวโดยย่อ ๔ ประการด้วยกัน คือ
๑. บนพื้นด้านหน้าที่แกะสลักเป็นลวดลายแบบหัวแหวนเพชรมีรัศมีพุ่งไปโดยรอบทั้งสี่ด้านนั้น หมายถึง ความเด็ดเดี่ยวและเข้มแข็งแห่งน้ำพระทัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เมื่อพระองค์ประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์นั้น พร้อมด้วยอธิษฐานจิตอย่างเด็ดเดี่ยวว่าถึงเลือดและเนื้อจะเหือดแห้งไป จะยังคงเหลืออยู่แต่เพียงหนัง เส้นเอ็น และกระดูกตามที หากข้าพเจ้ายังมิได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ข้าพเจ้าจะมิยอมลุกขึ้นจากรัตนบัลลังก์นี้ ส่วนรัศมีนั้นหมายถึงสัจจธรรมที่แผ่กระจายไปทั่วทุกทิศานุทิศ
๒. รูปดอกบัวด้านข้างนั้นหมายถึงว่า เมื่อพระพุทธองค์ได้ตรัสรู้แล้ว พระธรรมคำสั่งสอนของพระองค์ได้เป็นที่ยอมรับนับถือของชนทุกหมู่เหล่าและได้รับการเทิดทูนยิ่งกว่าคำสอนของศาสนาอื่นใด เหมือนดังดอกบัวที่โผล่พ้นขึ้นมาเหนือน้ำ เป็นดอกไม้ที่งดงามต้องตาต้องใจของประชาชนทั่วไป
๓. รูปพญาหงส์หรือห่านนั้น เสมือนหนึ่งพระองค์หลังจากที่ได้ตรัสรู้แล้ว พระองค์ได้เสด็จจาริกไปประกาศสัจจธรรมแก่ชาวโลกทุกหมู่เหล่า ซึ่งเต็มไปด้วยสิ่งที่ยั่วยวนและประเล้าประโลมใจให้ลุ่มหลง แต่สิ่งเหล่านั้นก็ไม่อาจที่จะทำให้พระองค์จมลงสู่ห้วงแห่งกิเลสนั้นได้ เหมือนหนึ่งว่าพญาหงส์เมื่อปล่อยลงในน้ำก็จะไม่จมลงในน้ำฉันนั้น
๔. รูปสลักที่แกะเป็นดอกมณฑารพนั้น หมายถึงในภัทรกัปนี้ จะมีแต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์เดี่ยวเท่านั้น ที่ตรัสรู้สัจจธรรมอันถูกต้องและสามารถที่จะให้หมู่สัตว์ข้ามพ้นโอฆสงสารได้ เหมือนดังดอกมณฑารพต้นหนึ่งจะมีดอกได้เพียงดอกเดียวเท่านั้น เรียกว่าดอกไม้ต้นหนึ่งไม่มีสอง
พระแท่นวัชรอาสน์นี้ ปรากฏว่า ได้ถูกทำลายในตอนปลายคริสตศตวรรษที่ ๑๒ แตกออกเป็น ๕ เสี่ยง ครั้นมาถึง ค.ศ. ๑๘๘ - ๘๔ ท่านเซอร์คันนิงแฮม นักโบราณคดีแห่งอังกฤษได้ทำการบูรณปฏิสังขรณ์โดยนำเอาส่วนต่าง ๆ มาประกอบกันเข้าในรูปเดิมได้อย่างเรียบร้อย ซึ่งหากเราไม่สังเกตแล้วจะไม่ทราบเลยว่าพระแท่นนี้ได้เคยถูกทำลายมาแล้ว
เพราะฉะนั้น การที่ท่านสาธุชนพุทธบริษัทที่ได้ไปยังแดนพุทธภูมิ และเมื่อถึงพุทธคยาสถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จึงชื่อว่าเป็นลาภอันประเสริฐยิ่ง เพราะนอกจากจะได้มานมัสการพุทธ สังเวชนียสถานที่ตรัสรู้แล้ว ยังได้ชื่อว่าได้มาเห็นต้นพระศรีมหาโพธิ ซึ่งเป็นเสมือนหนึ่งตัวแทนแห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
ประการที่สอง ท่านยังจะได้ชมศิลปอันล้ำค่า ที่สร้างขึ้นในสมัยพระเจ้าอโศกมหาราชที่มีอายุนานถึง ๒,๓๐๐ ปีเศษ
ประการที่สาม ยังจะได้ชื่อว่าท่านได้มา ณ สถานที่ซึ่งเป็นใจกลางแห่งพื้นแม่พระธรณี
ประการสุดท้าย ที่นับว่าสำคัญยิ่งก็คือยังได้ชื่อว่าท่านได้มา ณ สถานที่ ที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทั้ง ๔ พระองค์ คือ
๑. พระกกุสันโธ
๒. พระโกนาคมโน
๓. พระกัสสโป
๔. พระสมณโคตโม
| |
|
|
| Update เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๙ |
|