ความศรัทธาในต้นพระศรีมหาโพธิ
แม้ว่าต้นพระศรีมหาโพธิต้นปัจจุบันนี้จะเป็นหน่อที่ ๔ และมีอายุเพียง ๑๐๐ ปี ก็ตาม แต่ก็เป็นที่ตั้งแห่งศรัทธาของพุทธศาสนิกชน ที่ได้ไปนมัสการให้เกิดศรัทธาปสาทะโดยไม่เสื่อมคลายเลย ต่างเก็บใบและเปลือกนำไปบูชาสักการะ ณ สถานที่แห่งตน ๆ เพื่อให้เกิดผลเป็นพุทธานุสสติ ธัมมานุสสติ สังฆานุสสติ สืบต่อไป
พระแท่นวัชรอาสน์
"กามํตโจนหารุจอฏฺฐิจอวสิสฺสตุ อวสฺสุสฺสตุ เม สรีเร สพฺพนฺตํ มํสโลหิตํ"
“วัชรอาสน์” มาจากคำว่า “วัชระ” และ “อาสนะ” หมายความว่า อาสนะหรือพระที่นั่งเพชร ตั้งอยู่ ณ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิที่ตรัสรู้ทางด้านตะวันออก ซึ่งมีพระเจดีย์มหาโพธิวิหารประดิษฐานอยู่ทางด้านหน้า พูดให้เข้าใจง่ายว่าพระแท่นวัชรอาสน์ปัจจุบันนี้ ประดิษฐานอยู่ระหว่างต้นพระศรีมหาโพธิกับพระเจดีย์มหาโพธิวิหารต่อกัน
ก่อนที่จะได้กล่าวถึงความเป็นมาของพระแท่นวัชรอาสน์ปัจจุบัน ข้าพเจ้าใคร่จะขอนำประวัติของรัตนบัลลังก์ซึ่งบังเกิดขึ้นในขณะที่พระมหาบุรุษทรงอธิษฐานปูลาดหญ้ากุสะ ๘ กำมือเป็นเบื้องต้นเสียก่อน แล้วจึงจะย้อนกลับมากล่าวถึงความเป็นมาของพระแท่นวัชอาสน์ต่อภายหลัง
หลังจากที่พระมหาบุรุษเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชรามุ่งพระพักตร์สู่ต้นพระศรีมหาโพธิ ได้ทรงรับหญ้ากุสละ ๘ กำมือจากโสตถิยพราหมณ์ผู้ใจบุญแล้ว ก็เสด็จเข้าสู่ภายใต้ร่มพระศรีมหาโพธิก่อนที่พระองค์จะประทับนั่ง พระองค์ได้ทรงกระทำทักษิณาวัตรต้นพระศรีมหาโพธิ ๓ รอบ แล้วทรงเริ่มปรารภที่จะปูลาดหญ้ากุสะที่ทรงนำมานั้นภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิด้านทิศทักษิณ พระคันถรจนาจารย์กล่าวแทรกเข้ามาว่า ทันใดนั้นพื้นปฐพีได้แสดงอาการสั่นสะเทือนทรุดต่ำประหนึ่ง จะกราบทูลให้ทรงทราบว่า สถานที่แห่งนี้มิใช่ที่จะประทับนั่งเพื่อตรัสรู้ พระองค์ทรงเห็นอาการที่บังเกิดขึ้นเช่นนั้น จึงเสด็จไปทางด้านตะวันตกและด้านเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิตามลำดับ แผ่นดินก็แสดงอาการเช่นเดียวกัน พระองค์จึงทรงดำริในพระทัยว่า ชะรอยสถานที่ทั้งสามแห่งนี้คงจะมิใช่สถานที่ควรแก่การลาดหญ้ากุสะลงเพื่อประทับนั่งตรัสรู้ พระองค์จึงเสด็จไปทางด้านตะวันออกผันพระพักตร์ไปทางต้นพระศรีมหาโพธิ เมื่อพระองค์ทรงเริ่มปูลาดหญ้ากุสะก็ปรากฏว่าพื้นปฐพีตั้งมั่นมิได้หวั่นไหว พระองค์เข้าพระทัยว่า สถานที่ตรงนี้เป็นที่ที่ควรจะปูลาดหญ้ากุสะ เพื่อเป็นพระแท่นที่ประทับนั่งของพระองค์เพื่อตรัสรู้เป็นแน่แท้
ครั้นพระองค์มีความแน่พระทัยเช่นนี้จึงทรงปูลาดหญ้ากุสะ ๘ กำมือนั้นลง พลางออกพระโอษฐ์ตั้งพระสัตยาธิษฐานว่า “ถ้าอาตมะจะได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ขอจงบังเกิดเป็นรัตนบัลลังก์ขึ้น ณ บัดนี้”
ทันใดนั้น รัตนบัลลังก์ก็ได้อุบัติขึ้นด้วยบุญญาธิการของพระองค์ พระองค์จึงเสด็จขึ้นประทับนั่งบนรัตนบัลลังก์นั้นโดยผินพระพักตร์ไปทางทิศตะวันออกทางแม่น้ำเนรัญชรา พร้อมกับอธิษฐานจิตอย่างแน่วแน่ดังพระบาลีข้างต้น ใจความว่า
“ถึงเลือดและเนื้อจะเหือดแห้งไป จะยังคงเหลืออยู่แต่เพียงหนัง เส้นเอ็น และกระดูกตามที หากข้าพเจ้ายังมิได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ข้าพเจ้าจะมิยอมลุกขึ้นจากรัตนบัลลังก์นี้”
ผจญพญามาร
ลำดับนั้น พญามารผู้มีใจริษยา ซึ่งเฝ้าติดตามอยู่ทุกขณะเกรงว่า พระมหาบุรุษจะพ้นจากอำนาจแห่งตน จึงยกพลเสนามารหมู่ใหญ่เข้าผจญ โดยการแสดงอิทธิปาฏิหาริย์ด้วยประการต่าง ๆ เพื่อจะให้พระมหาบุรุษตกพระทัยกลัวเสด็จลุกจากพระรัตนบัลลังก์หนีไป
แต่การกระทำของพญามารนั้นก็ไม่สามารถที่จะทำให้พระองค์หวั่นไหวได้แม้แต่น้อยยิ่งกลับทำให้พระองค์มีพระทัยมั่นคงยิ่งขึ้นเป็นทวีคูณ เสมือนหนึ่งพระยาไกรสรสีหราชสถิตอย่างองอาจอยู่ในหมู่แห่งมฤค ด้วยการทรงรำลึกถึงพระบารมีทั้ง ๑๐ ทัศ นั้นที่ได้ทรงบำเพ็ญมาแต่ในอดีตทรงอ้างมหาปฐพีมาเป็นพยานและด้วยอำนาจแห่งบารมีทั้ง ๑๐ ทัศนั้น จึงยังพญามารพร้อมด้วยเสนาหมู่ใหญ่ให้พ่ายแพ้หนีไปแต่ในเวลาที่พระอาทิตย์ยังมิทันอัศดงคต แล้วทรงบรรลุญาณทั้ง ๓ ตามลำดับ คือ บุพเพนิวาสานุสสติญาณ จุตูปปาตญาณ และอาสวักขยญาณ ได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ในเวลารุ่งอรุณพอดี
ครั้นได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้ว พระองค์ประทับอยู่บนรัตนบัลลังก์นั้นเสวยวิมุตติสุขสิ้นกาล ๗ วันแล้วพระองค์เสด็จลุกจากรัตนบัลลังก์มุ่งพระพักตร์ตรงไปทางทิศอีสาน ทันใดนั้นพระรัตนบัลลังก์ก็อันตรธานหายไป
| |
|
|
| Update เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๙ |
|