พระศรีมหาโพธิ ต้นที่ ๒
หน่อต้นพระศรีมหาโพธิ ได้เจริญเติบโตสืบต่อจากต้นที่ ๑ มาโดยลำดับ จนถึง ค.ศ. ๖๐๐ - ๖๒๐ กษัตริย์ชาวฮินดูแห่งแคว้นเบงกอล พระนามว่า สาสังกา ผู้ประกาศตนเป็นอิสระไม่ประสงค์จะเป็นเมืองขึ้นต่อพระเจ้ามคธพระนามว่า ปุรณวรมา อีกต่อไป จึงได้กรีธาทัพมุ่งหน้าตรงไปยังดินแดนแห่งต้นพระศรีมหาโพธิทันที ด้วยหมายใจที่จะทำลายขวัญของกษัตริย์และประชาชนให้เสียไปในขั้นแรกก่อน แล้วจึงค่อยยกทัพย้อนเข้ามาตีเมืองหลวงในขั้นต่อไปในภายหลัง ทั้งนี้ ก็เพราะต้นพระศรีมหาโพธิต้นที่ ๒ นี้ กลายเป็นต้นไม้ที่ชาวพุทธเคารพนับถือกราบไหว้บูชากันมากมายไปทั่วดินแดนแห่งนี้ ทำให้การขยายตัวทางพุทธศาสนากว้างมากขึ้น เพราะในสมัยนั้นปรากฏว่า ศาสนาฮินดูได้อับเฉาเสื่อมสลายตัวลงจนแทบจะไม่มีร่องรอยเหลืออยู่เลย
เมื่อกษัตริย์ชาวฮินดูได้เข้ายึดต้นพระศรีมหาโพธิได้สมพระทัยแล้ว จึงได้รับสั่งให้ทหารในกอบทัพเริ่มระรานกิ่งก้านสาขาตัดต้นก่นรากพระศรีมหาโพธิ จนหมดสิ้นมิให้เหลืออยู่แม้แต่น้อย รากต้นพระศรีมหาโพธิจะ เลื้อยชอนไชในทิศทางใดพระองค์ก็รับสั่งให้ขุดรากนั้น ๆ ออกเสียจนหมดสิ้น ใช่แต่เท่านั้น พระองค์ยังรับสั่งให้เอาฟางอ้อยต่างเชื้อเพลิงวางสุมที่ตอแห่งต้นพระศรีมหาโพธิ แล้วราดน้ำมันจุดไฟเผา ด้วยประสงค์จะมิให้หน่อแห่งต้นพระศรีมหาโพธิได้มีโอกาสงอกขึ้นอีกเลย
ครั้นแล้วพระองค์พร้อมด้วยหมู่ทหาร ก็ได้เข้าไปยังพระมหาวิหาร แล้วตรัสสั่งให้เสนาบดีนำพระพุทธปฏิมาปางมารวิชัย เนื้อหินทรายออกไปจากมหาวิหาร แต่เผอิญเสนาบดีเป็นผู้มีศรัทธาเลื่อมใสในพระพุทธศาสนาอย่างแรงกล้า คิดว่าถ้ามาตรแม้นเราจะนำพระพุทธรูปองค์นี้ออกไปเสียจากวิหารแล้วไซร้ ก็เกรงกลัวว่าจะเกิดไม่ทันศาสนาพระศรีอาริย์ แต่ถ้าเราไม่นำออกไปตามพระบัญชา เราก็จะต้องถูกประหารชีวิตโดยไม่ต้องสงสัย ทันใดนั้น ความคิดอย่างหนึ่งก็ได้เกิดขึ้นมาแล้วกราบทูลแด่พระราชาว่า พระพุทธรูปองค์นี้ใหญ่โตมากยากที่จะนำออกไปในวันนี้ได้ ข้าพระองค์ใคร่ขอโอกาสสัก ๗ วัน เพื่อหาทางนำพระพุทธรูปองค์นี้ออกไปจากพระวิหารให้จงได้ พระเจ้าสาสังกาจึงตกลงพระทัยยอมให้ปฏิบัติตามคำขอร้องของเสนาบดี
ฝ่ายเสนาบดี ครั้นให้คำมั่นสัญญาเรียบร้อยแล้ว จึงได้เริ่มแผนการตามที่ตนคิดไว้ในใจ โดยใช้แผ่นอิฐมาก่อนเป็นกำแพงกำลังพระพุทธรูปไว้อย่างมิดชิด พร้อมกับตั้งประทีปโคมไฟบูชาไว้ภายในกำแพงที่กั้นปิดไว้
ครั้นครบ ๗ วันจึงกราบทูลพระราชาว่า บัดนี้เกล้ากระหม่อมฉันได้จัดการนำพระพุทธรูปออกไปจากพระมหาวิหารแล้ว
พระเจ้าสาสังกา พอได้สดับคำเช่นนั้น แทนที่พระองค์จะยินดีปรีดาเพราะความปรารถนาของพระองค์สำเร็จแล้ว แต่พระองค์กลับเสียพระทัย ถึงกับลงพระโลหิตและล้มลงต่อหน้าหมู่ทหารและสวรรคต ณ สถานที่นั้นเอง
ในขณะที่กองทัพพระเจ้าสาสังกา รอทัพอยู่ ณ พุทธคยานั้นนั่งเอง กษัตริย์ชาวมคธนามว่า ปูรณวรมา ได้เสด็จยกทัพมาถึงพอดี ฝ่ายพวกกองทัพของพระเจ้าสาสังกาซึ่งต่างอกสั่นขวัญหนีอยู่ก่อนแล้วก็ยิ่งเสียขวัญ ต่างแยกย้ายหนีเอาตัวรอดไปคนละทิศละทาง
พระเจ้าปูรณวรมา เมื่อได้เห็นเหล่าทหารของพระเจ้าสาสังกาแตกทัพหนีไป พระองค์ได้เข้ายึดดินแดนแห่งพุทธคยาไว้ในเงื้อมมืออย่างง่ายดายตามเดิม พระองค์ได้ตรวจดูบริเวณสถานที่พุทธคยา ว่าจะมีสิ่งใดเสียหายบ้าง ครั้นได้เห็นต้นพระศรีมหาโพธิถูกทำลายลงย่อยยับจนไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย พระองค์ทรงเสียดายต้นพระศรีมหาโพธิเป็นอย่างยิ่ง จึงรับสั่งให้ทหารพร้อมด้วยชาวบ้านร่วมกันไปรีดน้ำนมวัวได้ ๑,๐๐๐ ตัว ครั้นได้น้ำนมมาแล้ว พระองค์จึงทรงตั้งจิตอธิษฐานรดน้ำมนมนั้นลงตรงบริเวณหลุมต้นพระศรีมหาโพธิต้นก่าโดยรอบว่า ถ้ามาตรแม้นหน่อแห่งต้นพระศรีมหาโพธิยังไม่งอกขึ้นตราบใดข้าพเจ้าก็จักไม่ยอมจากไปจากสถานที่นี้ โดยตราบนั้น ข้าพเจ้าขอยอมถวายชีวิตเพื่อบูชาอุทิศต่อพระศรีมหาโพธิตลอดชั่วลมปราณ
ด้วยสัจจวาจากิริยาธิษฐานของพระองค์นี้นี่แลหน่อน้อยที่ ๓ ของต้นพระศรีมหาโพธิก็งอกขึ้นมาอย่างอัศจรรย์ พระองค์เมื่อได้ทอดพระเนตรเห็นหน่อน้อยงอกขึ้นมา ก็เกิดปีติโสมนัส จึงจัดการสร้างกำแพงล้อมต้นพระศรีมหาโพธินั้นไว้เพื่อป้องกันมิให้ศัตรูเข้ามาทำลายได้อีกต่อไป
ต้นพระศรีมหาโพธิต้นที่ ๒ นี้มีอายุได้ ๘๗๑ ปี ถึง ๘๙๑ ปี
พระศรีมหาโพธิ ต้นที่ ๓
ต้นพระศรีมหาโพธิต้นที่ ๓ นี้ ได้มีอายุเจริญงอกงามมาจนถึง พ.ศ. ๒๔๒๑ และในปีนั้นเอง ท่านนายพลเซอร์คั่นนิ่งแฮม (ชาวอังกฤษ) ได้เดินทางมาสู่พุทธคยา ครั้งที่ ๓ ได้เห็นต้นศรีมหาโพธิล้มลงไปทางทิศตะวันตก ท่านายพลได้บันทึกไว้ดังนี้ว่า “ในปี พ.ศ. ๒๔๑๕ ข้าพเจ้าได้เดินทางสู่พุทธคยา ได้เห็นต้นพระศรีมหาโพธิแก่ชรามาก และ พ.ศ. ๒๔๑๘ ข้าพเจ้าได้มาเยี่ยมพุทธคยาอีกเป็นครั้งที่ ๒ ได้พบว่าต้นพระศรีมหาโพธิแก่โทรมลงมากอาจตายในไม่ช้า ทั้งถูกประชาชนในบริเวณนั้นติดกิ่งก้านไปทำเป็นเชื้อเพลิง” และในปี พ.ศ. ๒๔๒๑ นั่นเอง เมื่อท่านนายพลได้มีโอกาสไปพุทธคยาอีก ปรากฏว่าต้นพระศรีมหาโพธิได้ถูกลมพายุพัดล้มลงไปทางทิศตะวันตกของมหาวิหาร
ต้นพระศรีมหาโพธิต้นที่ ๓ นี้มีอายุได้ประมาณ ๑๒๕๘ ถึง ๑๒๗๘
พระศรีมหาโพธิต้นที่ ๔ (ต้นปัจจุบัน)
ภายหลังจากที่ท่านนายพลเซอร์คันนิ่งแฮม ผู้เชี่ยวชาญทางโบราณคดีของอังกฤษ ได้เห็นต้นพระศรีมหาโพธิต้นที่ ๓ ถูกพายุโค่นล้มตายเช่นนั้น ท่านนายพลเซอร์คั่นนิ่งแฮม จึงได้หาเมล็ดต้นพระศรีมหาโพธิต้นนั้นเป็นจำนวนมาก แต่ในขณะที่กำลังหาเมล็ดอยู่นั้นได้พบหน่อพระศรีมหาโพธิ ๒ หน่อ หน่อหนึ่งขึ้นสูงประมาณ ๖ นิ้วฟุต ส่วนอีกหน่อหนึ่งนั้นสูงประมาณ ๔ นิ้วฟุต จึงขออนุญาตจากเจ้าหน้าที่รัฐบาลผู้ดูแลทำการขุดต้นเก่าออกทิ้งไป แล้วนำต้นใหม่ที่สูงประมาณ ๖ นิ้วฟุตลงมาปลูกแทนที่ ส่วนอีกต้นหนึ่งได้นำไปปลูกไว้ในที่ไม่ไกลจากต้นเดิมทางตะวันออกเฉียงเหนือ ท่านนายพลเข้าใจว่าสถานที่ท่านนำต้นพระศรีมหาโพธิต้นหลังไปปลูกนั้นเป็นสถานที่ที่พระตถาคตเสด็จประทับยืนทอดพระเนตรจ้องดูต้นพระศรีมหาโพธิที่พระองค์ตรัสรู้ตลอด ๗ วัน ที่พวกเรานิยมเรียกกันว่า อนิมิสเจดีย์ แต่ความเห็นนี้ไม่ตรงตามพระบาลีและคนส่วนมากเข้าใจกัน เพราะตามพระบาลีนั้นกล่าวไว้ว่าอนิมิสเจีย์ อยู่ทางทิศตะวันออกของต้นพระศรีมหาโพธิ ต้นพระศรีมหาโพธิต้นที่ ๔ ซึ่งกำลังกล่าวอยู่นี้ท่านนายพลได้ทำการปลูกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๒๓ สิริรวมอายุจนถึงปัจจุบัน (๒๕๔๓) นี้ได้ ๑๒๐ ปี
| |
|
|
| Update เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๙ |
|