ประวัติต้นพระศรีมหาโพธิ์
ต้นพระศรีมหาโพธิ์ (ต้นโพธิ์) ปัจจุบันตั้งอยู่ด้านหลังของพระวิหารชื่อมหาโพธิ ซึ่งมีวัชรอาสน์ (รัตนบัลลังก์) คั่นอยู่ระหว่างกลาง ลำต้นใหญ่ขนาด ๓ คนโอบ สูงประมาณ ๘๐ ฟิต ขณะนี้ทางรัฐบาลได้เอาใจใส่เป็นพิเศษ เพื่อจะให้ต้นพระศรีมาโพธินี้มีอายุยืนยาวนานที่สุด โดยให้มีนักพฤษชาติวิทยาตรวจดูทุก ๗ วัน รัฐบาลได้จัดสร้างกำแพงกั้นล้อมต้นพระศรีมหาโพธิไว้ (พ.ศ. ๒๕๐๓) เพื่อห้องกันมิให้คนภายนอกเข้าถึงลำต้นได้ แต่ถ้าเป็นชาวต่างประเทศไปนมัสการเจ้าหน้าที่จะอำนวยความสะดวกต่างๆ ให้โดยจะไขกุญแจประตูรั้วนำให้เข้าไปนมัสการถึงต้นได้
เพื่อความเข้าใจแจ่มแจ้งแห่งความเป็นมาของต้นพระศรีมหาโพธิต้นที่ ๔ นี้ (ต้นปัจจุบัน) ก่อนอื่นข้าพเจ้าใคร่จะนำประวัติความเป็นมาของต้นพระศรีมหาโพธิต้นที่ ๑ - ๒ - ๓ มาเล่าแนะนำไว้ในเบื้องต้นเสียก่อน
พระศรีมหาโพธิต้นที่ ๑
ณ เพ็ญวิสาขมาสกลางเดือน ๖ ก่อนพุทธเศษ ๘๐ ปี เป็นวันที่เจ้าชายสิทธัตถะ ประสูติจากพระครรภ์ของพระนางเจ้าสิริมหามายานั้น ปรากฏตามคัมภีร์ว่ามีบุคคล สัตว์ และขุมทองเกิดพร้อมกับพระองค์ ๗ อย่าง คือ
๑. พระนางยโสธรา
๒. พระอานนท์
๓. อำมาตย์กาฬุทายี
๔. นายฉันนะ
๕. ม้ากัณฐกะ
๖. ไม้มหาโพธิ
๗. ขุมทองทั้ง ๔
นับตั้งแต่เจ้าชายสิทธัตถะราชกุมาร ได้ประสูติจากพระครรภ์ของพระมารดาทรงเจริญวัยจนถึงอายุ ๒๙ พรรษาพระองค์ได้รับปรนนิบัติจากพระราชบิดาเป็นอย่างดี ทั้งนี้พระราชบิดา ทรงพระประสงค์จะป้องกันมิให้พระราชโอรสหนีออกทรงผนวชตามคำทำนายของอสิตดาบส และโกณทัญญะพราหมณ์ แต่แล้วสิ่งต่าง ๆ ที่พระราชบิดาปรนเปรอ ก็มิสามารถที่จะเหนี่ยวรั้งพระองค์ให้อยู่ครองฆราวาสอีกต่อไปได้
ณ ราตรีแห่งวันนั้น พระองค์พร้อมด้วยนายฉันนะและม้ากัณฐกะคู่สหาย ได้เสด็จออกจากพระราชวัง บ่ายหน้าไปยังฝั่งแม่น้ำอโนมานที ทรงตัดพระเมาลีด้วยพระขรรค์ชัย ทรงอธิษฐานเพศเป็นบรรพชิตแล้วศึกษาจากสำนักอาฬารดาบสและอุทกดาบสจนจบภูมิ
เมื่อพระองค์ทรงศึกษาเห็นว่าไม่เป็นทางตรัสรู้ พระองค์จึงลาครูทั้งสองมุ่งตรงไปยังคยาสีสะประเทศ พักอยู่ที่คยาสีละชั่วระยะหนึ่ง จึงเสด็จมุ่งตรงไปยังอุรุเวลาเสนานิคม และเริ่มบำเพ็ญทุกรกิริยาที่นั้น ทรงอาศัยแม่น้ำเนรัญชราและโมหนีเป็นที่อาบและดื่ม
เมื่อพระองค์เห็นว่าไม่เป็นทางตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ พระองค์จึงทรงหันมาบำเพ็ญเพียรทางใจโดยเริ่มเสวยพระกระยาหาร ณ วันเพ็ญวิสาขมาส กลางเดือน ๖ นั่นเอง ตอนเช้า พระองค์ทรงรับข้าวมธุปายาสจากนางสุชาดาแล้วเสด็จมุ่งหน้าไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชราซึ่งอยู่ตรงข้ามกับต้นพระศรีมหาโพธิ เสด็จสรงสนานพระวรกายแล้วเสด็จกลับมาประทับ ณ ภายใต้ต้นไม้เพื่อเสวยพระกระยาหาร เสร็จจากเสวยพระกระยาหาร แล้วเสด็จลงไปยังฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา ทรงทำการอธิษฐานลอยถาดว่า “ถ้าหากข้าพเจ้าจะได้บรรลุอนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ขอให้ถาดทองคำใบนี้จงลอยทวนกระแสน้ำ” ทันใดนั้น ถาดทองคำก็ลอยทวนกระแสน้ำไปได้ประมาณ ๘๐ ศอก และไปหยุดจมลงในเส้นดิ่งตรงกับต้นพระศรีมหาโพธิที่ตรัสรู้พอดีดังคำอธิษฐาน
พระองค์ทรงดีพระทัยเป็นยิ่งนัก และพระองค์ได้เสด็จประทับอยู่ ณ บริเวณแถวนั้นจนเวลาบ่ายและเย็น แล้วจึงเสด็จข้ามแม่น้ำเนรัญชราไปยังแดนมหาโพธิ์ ทรงรับหญ้ากุสะ ๘ กำมือ จากโสตถิยพราหมณ์แล้วเสด็จตรงไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ ทรงลาดหญ้ากุสล ๘ กำมือนั้นทำเป็นที่ประทับนั่ง พร้อมกับทรงอธิษฐานจิตว่า
“ถึงเลือดและเนื้อจะเหือดแห้งไป จะยังคงเหลืออยู่แต่เพียงหนัง เส้นเอ็น และกระดูกตามที หากข้าพเจ้ายังมิได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณแล้วไซร้ ข้าพเจ้าจะมิยอมลุกขึ้นจากรัตนบัลลังก์นี้”
ณ คืนวันเพ็ญวิสาขมาส พระองค์ก็ได้ตรัสรู้ญาณทั้ง ๓ ตั้งแต่ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยามโดยลำดับในเวลาปัจจุสมัยใกล้สว่าง พระองค์ก็ได้ตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ ณ ภายใต้ร่ม อัสสัตถพฤกษ์ (พระศรีมหาโพธิ) นั้นเอง
ต้นโพธิ์ต้นนี้ ต่อมาได้นามว่า พระศรีมหาโพธิ มีอายุได้ประมาณ ๓๕๒ ปี ก็ได้ถูกพระมเหสี องค์ที่ ๔ ของพระเจ้าอโศกมหาราช พระนามว่า มหีสุนทรี หรือพระนางติสสรักษิตา ใช้นางสาวใช้นามว่า นครา เอายาพิษและน้ำร้อนซ่อนใส่ภาชนะไปรดที่โคนต้นโพธิ์ ด้วยมีจิตริษยาในต้นพระศรีมหาโพธิ์นี้
มีเรื่องเล่าโดยย่อว่า หลังจากที่พระเจ้าอโศกมหาราชนับถือพระพุทธศาสนาแล้ว พระองค์ทรงศรัทธาเลื่อมใสในพุทธศาสนาเป็นอย่างยิ่ง ได้นิมนต์ให้พระอุปคุตตอรหันต์ ชี้แจงชักนำถึงหลักสำคัญในพระพุทธศาสนาเพื่อที่จะปลดเปลื้องบาปกรรมต่าง ๆ ที่พระองค์ได้ทรงกระทำไวัแต่อดีตหนหลัง พระองค์ได้ทรงสร้างพระเจดีย์ถึง ๘๔,๐๐๐ พระองค์ พร้อมด้วยเสาศิลาจารึกปักไว้เป็นเครื่องกำหนดหมาย เพื่อให้อนุชนรุ่นหลังได้ทราบว่า ณ สถานที่นี้ ๆ เป็นสาถนที่พระตถาคตเจ้าประสูติ ตรัสรู้ แสดงพระธรรมเทศนา เสด็จดับขันธปรินิพพาน เป็นต้น
และปรากฏว่า พระองค์ทรงมีความเลื่อมใสศรัทธาในสถานที่ตรัสรู้ พระศรีมหาโพธิ เป็นอย่างยิ่งกว่าแห่งอื่น บางครั้งพระองค์ถึงกับทรงมอบพระราชสมบัติให้พวกเสนามาตย์ดูแลรักษาราชกิจแทนพระองค์เป็นเวลา ๑ สัปดาห์ บ้าง ๒ สัปดาห์บ้าง หนักเข้าจนกลายเป็นแรมเดือน
การที่พระองค์ได้ทรงใช้เวลาไปสนใจต่อพระศรีมหาโพธิมากกว่าการสนใจต่อพระอัครมเหสีทั้งสี่พระองค์จึงเป็นเหตุให้พระอัครมเหสีองค์หนึ่งพระนามว่า มหีสุนทรี น้อยพระทัย คิดหาทางที่จะเอาชนะน้ำใจพระราชสวามีและต้นพระศรีมหาโพธิให้จงได้
ระยะแรก พระนางได้ทรงส่งพระราชสารมอบให้นางสาวใช้ชื่อ นครา นำไปถวายพระเจ้าอโศกมหาราช เพื่อทูลเชิญเสด็จกลับสู่พระราชวังโดยด่วน แต่พระองค์ก็มิได้สนใจต่อพระราชสารของพระนางเลยแม้แต่น้อย พระองค์กลับเสด็จลงเจริญกรรมฐาน ณ ภายใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ การกระทำของพระองค์คราวนี้ยิ่งทำให้นางนคราสาวใช้นึกพิโรธ จึงรีบกลับมาทูลความแก่พระมหีสุนทรีทุกประการ
ฝ่ายมหีสุนทรีได้ทราบเรื่องราวเป็นเช่นนั้น ก็ยิ่งโทมนัสใจเป็นยิ่งนักจึงคิดหาทางที่จะทำลายต้นพระศรีมหาโพธิให้จงได้ด้วยแรงจิตริษยาเป็นทวีคูณพระนางจึงได้ให้นางนคราสาวใช้นำยาพิษและน้ำร้อนใส่ภาชนะปกปิด ซ่อนเร้นมิให้พระเจ้าอโศกมหาราชทรงเห็น ครั้นถึงต้นพระศรีมหาโพธิแล้ว ก็ทำประหนึ่งว่าสนใจ เลื่อมใสในต้นพระศรีมหาโพธิ ครั้นพอพระเจ้าอโศกมหาราช ทรงประทับนั่งหลับพระเนตรเจริญพระกรรมฐานอยู่ นางได้โอกาส จึงเอายาพิษผสมกับน้ำร้อนราดลงที่ตรงรากโดยรอบต้นพระศรีมหาโพธิ
จากผลแห่งการกระทำของพระนางโดยทำนองนี้หลายครั้งหลายหน ต้นพระศรีมหาโพธิ ก็เริ่มเหี่ยวแห้งอับเฉาลงทุกที ๆ พระเจ้าอโศกมหาราช ได้ทอดพระเนตรเห็นต้นพระศรีมหาโพธิอับเฉาเหี่ยวแห้งลงอย่างผิดสังเกตเช่นนั้น ทรงสำคัญว่า คงจะเป็นเพราะอกุศลผลวิบากแห่งกรรมที่พระองค์ได้ทรงกระทำไว้แต่ปางหลังหรือกระมังหนอ จึงบันดาลให้ต้นพระศรีมหาโพธิต้องเหี่ยวแห้งอับเฉาไม่เจริญงอกงามเลย พระองค์ทรงจินตนาการไปก็ยิ่งโทมนัส จึงเสด็จนิวัตกลับพระราชวังโดยด่วน
เพราะความโทมนัสที่เกิดแก่พระเจ้าอโศกมหาราชครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก พระองค์ไม่สามารถจะหักห้ามความโทมนัสในต้นพระศรีมหาโพธินี้ลงได้ ณ คืนวันหนึ่ง พระองค์เสด็จลงไปในพระราชอุทยานสวนหลงแต่พระองค์เดียว ทรงรำลึกถึงต้นพระศรีมหาโพธิอยู่เรื่อยมามิสร่างเลย และในที่สุดพระองค์ประชวรเป็นลมล้มลง
ฝ่ายพระนางมหีสุนทรี ผู้คอยเฝ้าจับตาดูการเคลื่อนไหวของพระสวามีอยู่ทุกระยะ โดยมิได้คลาดจากสายตาพระนางไปได้ เมื่อได้เห็นพระราชสวามีประชวรเป็นลมล้มลงเช่นนั้น จึงรีบเข้าไปประคองร่างของพระเจ้าอโศกมหาราชทันที พระนางได้ทำการปฐมพยาบาลจนพระองค์หายฟื้นคืนพระสติ เมื่อพระนางเห็นว่าพระองค์ฟื้นคืนสติมาดีแล้วพระนางจึงคิดว่าหากแม้นว่าเราไม่ทูลเรื่องราวความจริงทั้งหมดให้พระองค์ทรงทราบแล้ว เห็นทีว่าพระองค์จักต้องสวรรคตเป็นแน่แท้ จำเราจะทูลความจริงเรื่องนี้ให้พระองค์ทรงทราบเสีย ดีกว่าที่จะนิ่งเก็บเอาความจริงไว้ในใจ พระนางจึงได้เรียกนาง นครา สาวใช้มาเล่าความจริงตั้งแต่ต้นจนตลอด
พระเจ้าอโศกมหาราช ครั้นได้ทรงฟังและทราบเรื่องราวความเป็นจริงเช่นนั้นพระองค์ทรงคลายความโทมนัสใจเสียได้กลับได้ความชื่นชมโสมนัสปีติยินดีเป็นอย่างยิ่ง ในวันรุ่งขึ้นพระองค์พร้อมด้วยทหารนำภาชนะอันเต็มด้วยนมโคบริสุทธิ์ถึง ๑๐๐ ตัว มุ่งหน้าไปยังต้นพระศรีมหาโพธิ
ครั้นถึงต้นพระศรีมหาโพธิแล้ว พระองค์จึงรีบสั่งให้ชำระแผ้วถางทำความสะอาดโคนต้นพระศรีมหาโพธิโดยเรียบร้อยอย่างดี ทรงหลั่งน้ำนมรดลงที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิพร้อมทั้งกับตั้งจิตอธิษฐานว่า
“ตราบใดที่หน่อแห่งต้นพระศรีมหาโพธิยังไม่งอกขึ้น ตราบนั้นข้าพเจ้าจะมิยอมจากต้นพระศรีมหาโพธินี้ไปเป็นแน่แท้ แม้ชีวิตของข้าพเจ้าจักวอดวายตายลงไป ข้าพเจ้าก็จะยอมตายถวายชีวิตเพื่อบูชาต้นพระศรีมหาโพธิแต่อย่างเดียว”
พระองค์ทรงหมอบพระวรกายลงแทบพื้นพสุธาอยู่ ณ โคนพระศรีมหาโพธินั้นนั่นแล
ด้วยสัจจวาจากิริยาธิษฐานของพระองค์ เพียงไม่กี่วันต้นพระศรีมหาโพธิที่แห้งเหี่ยวตายไปแล้วนานวันกลับมีหน่อน้อยงอกขึ้นที่โคนต้นพระศรีมหาโพธิอย่างอัศจรรย์ยิ่ง พระเจ้าอโศกมหาราชได้ทอดพระเนตรเห็นดังนั้นจึงมีพระราชหฤทัยเต็มเปี่ยมไปด้วยโสมนัส รับสั่งให้ทหารทำกำแพงแวดล้อมพระศรีมหาโพธิอย่างแข็งแรง เพื่อป้องกันบุคคลภายนอกและอันตรายต่าง ๆ อันจะพึงเกิดขึ้นแก่ต้นพระศรีมหาโพธิอีกต่อไป
รวมอายุต้นพระศรีมหาโพธิต้นนี้ประมาณ ๓๕๒ ปี
| |
|
|
| Update เมื่อวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๔๙ |
|