พระพุทธพจน์
“ดูกรอานนท์ สถานที่ที่ชนผู้มีความเชื่อและเลื่อมใส
ควรจะรู้ควรจะเห็นและชวนให้เกิดความสังเวชสลดใจคือ
สถานที่พระตถาคตตรัสรู้อนุตตรสัมมาสัมโพธิญาณ”
สถานที่ตรัสรู้
“พระศรีมหาโพธิ – พุทธคยา” สถานที่ตรัสรู้ตั้งอยู่ฝั่งตะวันตกแห่ง แม่น้ำ เนรัญชรา ณ ตำบลอุรเวลาเสนานิคม จังหวัดคยา มีกรุงราชคฤห์ เป็นเมืองหลวงในอดีต นับจากริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชราถึงสถานที่ตรัสรู้ ปัจจุบันห่างกันประมาณ ๒๐๐ เมตร
ปัจจุบัน แม่น้ำเนรัญชรา ชาวบ้านแถวนั้นพากันเรียกว่า ลิลาจัน คำว่า ลิลาจัน นี้ เป็นคำพูดซึ่งเพี้ยนมาจากคำ สันสกฤตว่า ไนยนันจนะ แปลว่า แม่น้ำที่มีสีใสบริสุทธิ์สะอาด ต้นกำเนิดแห่งแม่น้ำเนรัญชรา สายนี้ไหลย้อนมาจากเมือง ฮาซาริบัค ซึ่งอยู่ทางใต้ของเมืองคยา คดเคี้ยวไหลเรื่อยไปบรรจบกับแม่น้ำโมหนีห่างจากสถานที่ตรัสรู้ไปจนสุดแม่น้ำสายนี้ยาวประมาณ ๒ ไมล์ครึ่ง
ต่อจากแม่น้ำทั้งสองบรรจบกับแล้วปัจจุบันเรียกว่า “แม่น้ำฟันกุ” ไหลผ่านไปที่ตัวเมืองคยา รวมความยาวของแม่น้ำเนรัญชรา ยาวประมาณ ๑๕๐ ไมล์
ปัจจุบันสถานที่ตรัสรู้ตั้งอยู่ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเนรัญชรา ณ ตำบลโพธิคยา หรือ พุทธคยา มีอาณาเขตติดต่อกับตำบลตารดิตถ์ จังหวัดคยา แห่งรัฐพิหาร ซึ่งมีเมืองปัตนะ เป็นเมืองหลวงของรัฐ ก่อนจะเดินทางถึงบริเวณ สถานที่ตรัสรู้ คือต้นพระศรีมหาโพธิ เราจะมองเห็นพระวิหารโพธิ (พระเจดีย์ ๔ เหลี่ยม) ตั้งตระหง่านสูงประมาณ ๑๗๐ ฟิต จากพื้นดิน เมื่อเดินเข้าไปใกล้เราจะมองเห็นว่า สถานที่รอบๆ ตรัสรู้นี้ตั้งอยู่ที่ลุ่มลึกลงต่ำไปจากระดับพื้นเนินสูงลงไป ประมาณ ๕ เมตร
การที่บริเวณสถานที่ตรัสรู้ตั้งอยู่ในที่ลุ่มลึกต่ำจากระดับถึง ๕ เมตรเช่นนี้ ตามบันทึกของหลวงจีนถังซำจั๋งได้กล่าวไว้เมื่อคราวไปสืบพระศาสนา ณ ประเทศอินเดียเมื่อ พ.ศ. ๑๑๗๓ ว่า บริเวณรอบๆ พระศรีมหาโพธิ มีวิหารใหญ่ ๓ หลัง เฉพาะทางประตูด้านทิศเหนือของต้นพระศรีมหาโพธิ มีวิหารใหญ่หลังหนึ่งมีชื่อว่า มหาโพธิสังฆาราม ซึ่งกษัตริย์ขาวซีลอน (ลังกา) ทรงพระนามว่า เมฆวัน เป็นผู้สร้าง วิหารหลังนี้ประกอบด้วยห้อง ๖ ห้อง มียอด ๔ ยอด บรรจุพระสงฆ์ได้ ๑,๐๐๐ รูป แวดล้อมด้วยกำแพงหนา ๙ ฟิต สูง ๓๐ ถึง ๔๐ ฟิต ปัจจุบันซากกำแพงหลังนี้ ยังเหลืออยู่ทางด้านสำนักงานท่องเที่ยว ส่วนวิหารอีก ๒ หลังนั้นเป็นที่น่าเสียดายว่าท่านมิได้บันทึกเกี่ยวกับพระวิหาร ๒ หลังนี้ไว้เลย
ในราวคริสต์ศตวรรษที่ ๑๒ ประมาณ พ.ศ. ๑๗๔๓ เศษ พระวิหารทั้ง ๓ หลังนี้รวมทั้งกำแพงที่ล้อมพระวิหาร ได้ถูกกษัตริย์ชาวมุสลิมเข้าทำลายจนปรักหักพังไม่มีชิ้นดีเหลืออยู่ ปูชนียวัตถุในบริเวณนั้น ถูกทำลายลงด้วยน้ำมือของชาวมุสลิมจนหมดสิ้น เว้นแต่ต้นพระศรีมหาโพธิเท่านั้น ที่กษัตริย์ชาวมุสลิมมิได้ทำลายแต่อย่างไร
บรรดาซากถาวรวัตถุที่ปรักหักพังได้ร่วงหล่นทับถมลงในบริวเณพื้นที่บริเวณนี้สูงจากพื้นดินประมาณ ๕ เมตร
ล่วงมาถึง ค.ศ. ๑๘๗๗ เซอร์คันนิ่งแฮม ชาวอังกฤษ พร้อมด้วยเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลอินเดีย ได้ทำหนังสือขออนุญาตจากรัฐบาล เพื่อทำารขุดค้นซากปรักหักพังเหล่านี้หลังจากได้รับอนุญาตจากรัฐบาลแล้วจึงได้เริ่มทำการขุดค้นปูชนียวัตถุที่จมอยู่ใต้ดินดังรูปที่ปรากฏเห็นอยู่ในปัจจุบันนี้ เพราะเหตุนี้เราจึงเห็นว่า บริเวณต้นพระศรีมหาโพธิอยู่ในที่ลุ่มลึกลงไปจากพื้นระดับดินถึง ๕ เมตร
ก่อนที่เราจะเข้าถึงต้นพระศรีมหาโพธิ์ จักต้องเดินลงไปทางบันไดด้านหลังต้นพระศรีมหาโพธิ ซึ่งตั้งอยู่ติดด้านพระวิหาร โดยมีรัตนบัลลังก์ หรือที่เรียกกันว่า วัชรอาสน์ คั่นอยู่ตรงกลาง ณ สถานที่นี้เอง ที่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้เสด็จมาประทับนั่งบำเพ็ญเพียรจนได้ตรัสรู้พระอนุตตรสัมาสัมโพธิญาณ