ประวัติวัดไทยพุทธคยา
ต้นกำเนิดวัดไทยแห่งแรกในต่างแดน พ.ศ.๒๔๙๐ อินเดีย ได้รับเอกราชจากอังกฤษ ต่อมา ฯพณฯ ศรีเยาวหราลล์ เนห์รู นายกรัฐมนตรีคนแรกของประเทศอินเดีย ได้เตรียมการจัดงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษขึ้น หรือเรียกว่า พุทธชยันตี ใน พ.ศ.๒๕๐๐ จึงได้ประกาศเชิญชวนให้ประเทศต่างๆ ที่นับถือพระพุทธศาสนาได้มาสร้างวัดด้วยศิลปะของตน ณ พุทธคยา ดินแดนตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าโดยรัฐบาลอินเดีย ได้จัดสรรที่ดินให้เช่าในนามรัฐบาลต่อรัฐบาลคราวละ ๙๙ ปี และเมื่อหมดสัญญาแล้วสามารถต่ออายุสัญญาได้อีกคราวละ ๕๐ ปี เริ่มการสร้างวัดไทยพุทธคยา เดือนสิงหาคม พ.ศ.๒๔๙๗ นายปุ่น จงประเสริฐ เลขานุการสถานเอกอัครทูตไทย ณ กรุงนิวเดลี ประเทศอินเดีย ได้เดินทางมาพบกับพระนักศึกษาไทยที่ศึกษา ณ สถาบันการศึกษาบาลีนวนาลันทา ซึ่งมีจำนวน ๔ รูป คือ ๑. พระมหานคร เขมปาลี (ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระราชรัตนโมลี และอธิการบดีมหาจุฬาลงกรณ์ราชวิทยาลัย) ๒. พระมหามนัส จิตตทะโม ๓. พระมหาโอภาส โอภาโส ๔. พระมหาชวินทร์ สระคำ (ต่อมาได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ พระอุดรคณาธิการ ภายหลังลาสิกขา ได้รับเลือกให้เป็น ส.ส.จังหวัดร้อยเอ็ด) และได้แจ้งข่าวว่า พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้มีจิตศรัทธาส่งเงินจำนวน ๒๐๐,๐๐๐ รูปี (ในสมัยนั้น หนึ่งรูปิอินเดีย แลกได้ ๔ บาท) มายังสถานทูตไทย เพื่อดำเนินการสร้างวัดไทยในอินเดีย ตามที่รัฐบาลอินเดียเชิญชวน ในตอนนั้น พระพหิทธานุกร เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุง นิวเดลลี นับถือศาสนาอิสลาม ได้มอบให้เลขานุการสถานฑูตเป็นผู้ดำเนินการสร้างแทน จึงมาปรึกษาพระสงฆ์ไทย ที่เรียนอยู่ที่นาลันทา และตกลงกันว่า จะซื้อที่ดินที่พุทธคยา และมอบให้นายปุ่น จงประเสริฐ เป็นผู้ดำเนินการซื้อที่ดินจากรัฐบาลรัฐพิหาร ซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัด เริ่มแรกติดต่อได้ที่ดินใกล้วัดทิเบตทางทิศเหนือ มีเนื้อที่ ๑๕ เอเคอร์ ประมาณ ๓๗ ไร่ (ปัจจุบัน คือ ลานแสดงธรรมของท่านดาไลลามะ ชาวบ้านเรียกว่า ลานกาลาจักร ไมดาน (ไมดาน แปลว่า สนาม กาลาจักร คือ พิธีการบูชาที่ยิ่งใหญ่ของทิเบต) ต่อมาทางการอินเดีย เห็นว่า การก่อสร้างโบสถ์และวิหารอื่นๆ อาจจะบดบังทัศนียภาพขององค์พระเจดีย์พุทธคยา และเมื่อขุดดินลงไปเพื่อวางฐานรากได้พบโบราณสถานมากมาย ทางการจึงหาที่ให้ใหม่ คือ บริเวณที่ตั้งวัดในปัจจุบันนี้ รัฐบาลไทยเข้ามาดูแลเรื่องสร้างวัด ต่อมามีเหตุการณ์ผันแปรเกิดขึ้น กล่าวคือ พระมหิทธานุกร เอกอัครราชทูตไทย ซึ่งเป็นมุสลิม ได้มีความเห็นไม่ตรงกันกับนายปุ่น จงประเสริฐ เลขานุการสถานทูต ได้ฟ้องร้องซึ่งกันและกันไปยังประเทศไทย รัฐบาลไทยจึงได้เรียกตัวทั้งสองท่านกลับประเทศไทย ต่อมา ท่านจอมพล ป.พิบูลย์สงคราม นายกรัฐมนตรีได้รับเรื่องการสร้างวัดมาเป็นของรัฐบาล และได้ส่งเอกอัครราชทูตคนใหม่ คือ ดร.บุณย์ เจริญชัย มาอยู่ที่อินเดีย ทำให้การก่อสร้างวัดไทยในชั้นต้นเสร็จเรียบร้อย คือ มีพระอุโบสถ ศิลปะรัตรโกสินทร์ แบบวัดเบญจนบพิตร และกุฏิที่พักสงฆ์ ๒ หลัง ที่ตั้งและอาณาเขตของวัดไทย วัดไทยพุทธคยา ตั้งอยู่ห่างจากบริเวณต้นพระศรีมหาโพธิ์ สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าประมาณ ๕๐๐ เมตร ตำบลพุทธคยา อำเภอพุทธคยา รัฐพิหาร ห่างจากสถานีรถไฟคยา ประมาณ ๑๕ กิโลเมตร และสนามบินพุทธคยา ประมาณ ๕ กิโลเมตร มีเนื้อที่ประมาณ ๑๒ ไร่ ( ๕ เอเคอร์) อยู่ในความอุปถัมภ์ของรัฐบาลในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระธรรมทูตไทย ชุดแรก ณ วัดไทยพุทธคยา พ.ศ.๒๕๐๒ ทางรัฐบาลได้ขอให้คณะสงฆ์พิจารณาจัดส่งพระสงฆ์ไปจำพรรษา เพื่อปฏิบัติงานเป็นพระธรรมทูต ณ วัดไทยพุทธคยา ซึ่งคณะสงฆ์ได้มอบหมายให้พระธรรมธีรราชมหามุนี มาเป็นเจ้าอาวาสรูปแรก พร้อมพระสงฆ์อีก ๔ รูป ปฏิบัติหน้าที่อยู่ ๓ ปี จนถึง พ.ศ.๒๕๐๖ จึงได้เดินทางกลับประเทศไทย นับว่าเป็นพระสงฆ์สมณทูตชุดแรกของไทยที่เดินทางมาประกาศพระพุทธศาสนา ณ ดินแดนต้นกำเนิด ภายหลังที่พระเจ้าอโศกมหาราชได้ส่งพระธรรมทูตไปประกาศพุทธธรรม ณ ดินแดนสุวรรณภูมิ เมื่อ พ.ศ.๒๓๖ ซึ่งเป็นระยะเวลาห่างกันนานถึง ๒,๒๖๖ ปี คนไทยได้ตอบแทนพระคุณของพระเจ้าอโศกมหาราชแล้ว รายนามเจ้าอาวาสวัดไทยพุทธคยา ลำดับที่ ๑ พระธรรมธีรราชมหามุนี (ธีร์ ปุณณกมหาเถระ ป.ธ.๙) ภายหลังได้รับสถาปนาขึ้นเป็น “สมเด็จพระธีรญาณมุนี” วัดจักรวรรดิราชาวาส ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ ๑ ตั้งแต่ วันที่ ๒๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ – ๒๕๐๖ ลำดับที่ ๒ พระเทพวิสุทธิโมลี (บุญเลิศ ทตฺตสุทธิมหาเถระ ป.ธ.๙) ภายหลังได้รับพระราชทานสมณศักดิ์ที่ “พระสุเมธาธิบดี” วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏ์ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ ๒ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๐๖ – ๒๕๓๑ (๒๖ปี) ลำดับที่ ๓ พระมหาทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.๙ Ph.D. ปัจจุบันได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ “พระเทพโพธิวิเทศ” วัดมหาธาตุฯ ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสรูปที่ ๓ ตั้งแต่ พ.ศ.๒๕๓๑ ถึง ปัจจุบัน
การสร้างวัดไทยที่พุทธคยา
เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ทางราชการได้จัดเตรียมงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ ประจวบกับประเทศอินเดียได้จัดฉลอง “พุทธชยันตี” ๒๕ พุทธศตวรรษ หรือครบรอบพุทธศักราช ๒๕๐๐ ปี ในปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ซึ่งเร็วกว่าประเทศไทย ๑ ปี ทางรัฐบาลอินเดียได้เชิญชวนมายังประเทศไทยและประเทศอื่นๆ ในเครือของพระพุทธศาสนา ให้ไปสร้างวัดของตนในประเทศอินเดีย รัฐบาลไทยตอบสนองเจตนารมณ์ของรัฐบาลอินเดียและตกลงใจที่จะสร้างวัดไทยที่พุทธคยา โดยถือเอาการสร้างวัดไทยอินเดียเป็นกิจกรรมร่วมฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ เช่นเดียวกับการสร้างพุทธมณฑลในประเทศไทยด้วย ได้จัดสรรเงินทุน ๒๕ พุทธศตวรรษส่วนหนึ่งกับเงินงบประมาณแผ่นดินอีกส่วนหนึ่งให้เป็นค่าก่อสร้าง ขณะนั้น จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้มอบหมายให้ พลเอกหลวงสวัสดิ์ สรยุทธ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นผู้รับผิดชอบ โดยแต่งตั้งให้เป็นประธานคณะกรรมการสร้างวัดไทยที่พุทธคยา (คณะแรก) กรมการศาสนาในขณะนั้นอยู่ในสังกัดกระทรวงวัฒนธรรม มีท่านอธิบดีฟุ้ง ศรีวิจารณ์ เป็นอธิบดี ต่อมาเกิดความผันผวนทางการเมือง กระทรวงวัฒนธรรมถูกยุบเลิกไป กรมการศาสนาก็กลับไปอยู่ในสังกัดกระทรวงศึกษาธิการตามเดิม รัฐบาลต่อมารับช่วงงานฉลอง ๒๕ พุทธศตวรรษ รับงานสร้างวัดไทยที่พุทธคยามาดำเนินการต่อไป
คณะกรรมการ
คณะกรรมการ (เฉพาะชุดที่ท่านอธิบดีฟุ้ง ศรีวิจารณ์ ได้รับแต่งตั้ง)
คณะกรรมการสร้างวัดไทยที่พุทธคยา ประกอบไปด้วย (แต่งตั้งหลังคณะแรก)
๑. รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ประธาน)
๒. สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (กรรมการที่ปรึกษา)
๓. พระธรรมคุณาภรณ์ (กรรมการที่ปรึกษา)
๔. นายบุณย์ เจริญไชย (กรรมการ)
๕. ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (กรรมการ)
๖. เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเดลฮี (กรรมการ)
๗. อธิบดีกรมโยธาเทศบาล (กรรมการ)
๘. หัวหน้ากองแบบแผน กรมโยธาเทศบาล (กรรมการ)
๙. อธิบดีกรมการศาสนา (กรรมการและเลขานุการ)
คณะกรรมการเปิดซองประกวดราคา ประกอบด้วย
๑. เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเดลฮี (ประธาน)
๒. อธิบดีกรมโยธาเทศบาล (กรรมการ)
๓. อธิบดีกรมโยธาธิการ (กรรมการ)
๔. อธิบดีกรมการศาสนา (กรรมการ)
๕. เลขานุการสถานทูตไทย ณ กรุงเดลฮี (กรรมการและเลขานุการ)
คณะกรรมการตรวจการจ้าง ประกอบด้วย
๑. เอกอัครราชทูตไทย ณ กรุงเดลฮี (ประธาน)
๒. อธิบดีกรมโยธาเทศบาล (กรรมการ)
๓. อธิบดีกรมโยธาธิการ (กรรมการ)
๔. อธิบดีกรมการศาสนา (กรรมการ)
๕. ข้าหลวงพาณิชย์ประจำกัลกัตตา (กรรมการและเลขานุการ)
๑. การติดต่อระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลอินเดีย
เมื่อปีพุทธศักราช ๒๕๐๐ รัฐบาลอินเดียโดยการนำของ ฯพณฯ ศรีเยาวฮาร์ราล เนรูห์ นายกรัฐมนตรีได้เชิญรัฐบาลไทยไปสร้างวัดที่พุทธคยาในประเทศอินเดีย ในนามของประชาชนชาวไทย ที่นับถือพระพุทธศาสนาเพื่อถวายเป็นพุทธบูชาและเป็นอนุสรณ์การฉลองครบรอบ ๒๕ พุทธศตวรรษ (๒๕๐๐) รัฐบาลไทยโดยการนำของจอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรีได้ตอบรับเชิญและตกลงสร้างวัดไทย ภายใต้ความอุปถัมภ์ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ณ พุทธมณฑลพุทธคยา จังหวัดคยา รัฐพิหาร ในที่ดิน ๔.๘๗ เอเคอร์ (๑๑ ไร่เศษ) และได้ซื้อที่ดินเพื่อเติมอีก ๒๐๐ ตารางวา โดยทุนอุปถัมภ์ของท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม รวมเป็น ๕ เอเคอร์ (๑๒ ไร่) ในดินแดนต้นกำเนิดพระพุทธศาสนา
๒. สถานที่
ตั้งอยู่บริเวณพุทธคยา สถานที่ตรัสรู้ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เป็นวัดอยู่ในความอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทย สร้างขึ้นโดยรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว แห่งประเทศไทย โดยเงินงบประมาณแผ่นดิน และศรัทาของประชาชนชาวไทยที่นับถือพระพุทธศาสนา เริ่มสร้างปี พ.ศ. ๒๕๐๐ และสำเร็จตามโครงการขั้นแรก มื่อปลายปี พ.ศ. ๒๕๐๓ เป็นวัดไทยวัดแรกที่สร้างขึ้น ในต่างประเทศภายใตความอุปถัมภ์ของรัฐบาลของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวแห่งประเทศไทย วัดไทยแห่งนี้สร้างขึ้นตามคำเชื้อเชิญของรัฐบาลอินเดีย วัดไทยพุทเป็นศูนย์กลางการเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย เป็นเสมือนตัวแทนของชาวไทยและคณะสงฆ์ไทย ในประเทศอินเดีย พระสงฆ์ที่ไปปฏิบัติศาสนกิจประจำอยู่ที่วัดไทยพุทธคยา นอกจากจะปฏิบัติกิจวัตรตามพระบรมพุทธานุญาตแล้ว จะต้องปฏิบัติศาสนกิจตามวัตถุประสงค์ของคณะสงฆ์ไทยและรัฐบาลไทย เพื่อฟื้นฟูพระพุทธศาสนาให้กลับคืนสู่ดินแดนพุทธภูมิตามเดิม
๓. คณะสงฆ์ไทยจัดส่งพระไปอยู่ประจำวัดไทย
วัดไทยพุทธคยา เป็นศูนย์กลางเผยแผ่พระพุทธศาสนาและวัฒนธรรมไทย ในดินแดนพุทธภูมิ พระสงฆ์ที่ได้รับมอบหมายให้ไปปฏิบัติศาสนกิจอยู่ประจำวัดไทย เป็นตัวแทนคณะพระสงฆ์ไทยและประชาชนชาวไทยภายใด้ความอุปถัมภ์ของรัฐบาลไทย เพื่อสนองงานคณะสงฆ์ไทยในการฟื้นฟูพระพุทธศาสนาในดินแดนพุทธภูมิ คณะสงฆ์ไทยและรัฐบาลไทยได้จัดส่งพระสงฆ์ไทยชุดละ ๕ รูป เรียกว่า “คณะปัญจวรรค”
๔. คณะสงฆ์ไทยชุดที่ ๑ ประกอบด้วย
๑. พระธรรมธีรราชมหามุนี (ธีร์ ป.ธ. ๙) วัดจักรวรรดิราชาวาส กรุงเทพมหานคร เป็นหวัหน้าคณะ (สมเด็จพระธีรญาณมุนี)
๒. พระครูประสิทธิ์พุทธศาสน์
๓. พระครูวิบุลย์ธรรมศาสน์
๔. พระมหาเกียรติ สุกิตติ
๕. พระมหาชวินทร์ อคฺคธมฺโม
คณะสงฆ์ไทยชขุดที่ ๑ ออกเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจ ประจำอยู่วัดไทยพุทธคยา เมื่อวันที่ ๒๐ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๕๐๒ เดินทางกลับเมื่อวันที่ ๒๕ เมษายน พ.ศ. ๒๕๐๖
๕. คณะสงฆ์ไทยชุดที่ ๒ ประกอบด้วย
๑. พระเทพวิสุทธิโมลี (พระสุเมธาธิบดี) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุเทพมหานคร เป็นหัวหน้าคณะ
๒. พระเมธีธรรมาจารย์ (เกษม อํสุการี)
๓. พระภิกษุสีลานันทะ (พระวง สีลานนโท)
๔. พระภิกษูวิเวกานันทะ (มรณภาพ)
๕. พระมหาพีร์ สุชาโต (พระเทพเมธี)
คณะสงฆ์ไทยชุดที่ ๒ อกเดินเทางไปปฏิบัติศาสนกิจ ประจำอยู่วัดไทยพุทธคยา เมื่อวันที่ ๔ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๖ เดินทางกลับเมื่อปี พ.ศ. ๒๕๓๑
๖. คณะสงฆ์ไทยชุดที่ ๓ ประกอบด้วย
๑. พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.๙, M.A., Ph.D.) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้าคณะ
๒. พระราชรัตนรังษี น.ธ.เอก M.A., Ph.D.) รองหัวหน้าพระธรรมทูต
๓. พระครูปลัด ดร.ฉลอง จนฺทสิริ (น.ธ. เอก, ป.ธ. ๔, M.A., Ph.D.)
๔. พระครูธาตรี ธมฺมธารี (น.ธ. เอก, ปศ.ส., พ.ม., พธ.บ., M.A., Ph.D.)
๕. พระภิกษุวิญญา อภิชาโต (น.ธ. เอก, M.A., Ph.D.) ลาสิกขา
คณะสงฆ์ไทยชุดที่ ๓ ออกเดินทางไปปฏิบัติศาสนกิจประจำอยู่วัดไทยพุทธคยา จนถึงปัจจุบัน
พระประธานในพระอุโบสถ (พระพุทธชินราชจำลอง) พร้อมทั้งฐานชุดหินอ่อนสีเหลืองส้ม สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๐๙ โดยความอุปถัมภ์ของจอมพลถนอม กิตติขจร ยายกรัฐมนตรีและท่านผู้หญิงจงกล กิตติขจร พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานนามว่า “พระพุทธธรรมมิศรชมพูทีปนิวัติสุโขทัย” อัญเชิญไปประดิษฐานที่วัดไทยพุทธคยา โดยเครื่องบินของกองทัพทหารอเมริกัน เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ ทุนทรัพย์ในการจัดสร้างพระประธาน และค่าพาหนะขนส่ง จำนวน ๖๕๐,๐๐๐.๐๐ บาท
๗. คณะสงฆ์ไทยชุดที่ ๔ ประกอบด้วย
๑. พระเทพโพธิวิเทศ (ทองยอด ภูริปาโล ป.ธ.๙, M.A., Ph.D.) วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฎิ์ กรุงเทพมหานคร เป็นหัวหน้าคณะ
๒. พระราชรัตนรังษี น.ธ.เอก M.A., Ph.D.) รองหัวหน้าพระธรรมทูต
๓. พระครูปลัด ดร.ฉลอง จนฺทสิริ (น.ธ. เอก, ป.ธ. ๔, M.A., Ph.D.)
๔. พระมหาสมปอง อคฺคธมฺโม (น.ธ. เอก, ป.ธ. ๔, M.A.)
๕. พระมหาพิรุฬห์ พทฺธสีโล (น.ธ. เอก, ป.ธ. ๕, M.A.)


